<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความ &#187; Bright</title>
	<atom:link href="http://www.hostyim.com/blog/author/admin/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.hostyim.com/blog</link>
	<description>บทความ ด้าน IT, Network และ Programming</description>
	<lastBuildDate>Thu, 13 Mar 2025 16:11:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.6</generator>
		<item>
		<title>iOS 7 Beta 6 ออกแล้ว มีอะไรใหม่บ้างมาดูกัน</title>
		<link>http://www.hostyim.com/blog/ios7-beta-6-released/</link>
		<comments>http://www.hostyim.com/blog/ios7-beta-6-released/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Aug 2013 07:28:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bright</dc:creator>
				<category><![CDATA[IT News]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hostyim.com/blog/?p=71</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อตอนเที่ยงผมได้รับอีเมลล์จาก Apple Developer แจ้งว่า iOS 7 Beta 6 ได้ปล่อยให้ดาวน์โหลดกันแล้ว ซึ่งถือว่าปล่อยออกมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่ง iOS 7 ตัวเต็มคาดว่าจะเปิดตัวมาพร้อมกับ iPhone [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.hostyim.com/blog/wp-content/uploads/2013/08/ios7beta6-1.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-72" alt="ios7beta6-1" src="http://www.hostyim.com/blog/wp-content/uploads/2013/08/ios7beta6-1.jpg" width="774" height="552" /></a></p>
<p>เมื่อตอนเที่ยงผมได้รับอีเมลล์จาก Apple Developer แจ้งว่า iOS 7 Beta 6 ได้ปล่อยให้ดาวน์โหลดกันแล้ว ซึ่งถือว่าปล่อยออกมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่ง iOS 7 ตัวเต็มคาดว่าจะเปิดตัวมาพร้อมกับ iPhone 5S และ iPhone 5C ซึ่งมีข่าวลือจากสำนักข่าวต่างประเทศออกมาก่อนหน้านี้ว่าจะจัดขึ้นในวันที่ 10 กันยายน 2556 ที่จะถึงนี้</p>
<p>สำหรับ iOS 7 Beta 6 หลักๆแล้วเป็น Bug Fixes ที่แก้ไขข้อบกพร่องในส่วนของ iTunes Cloud นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีการแก้ไข Bugs ในส่วนของ Integreated Apps ต่างๆอีกด้วย</p>
<p>ใครที่ใช้ iOS 7 Beta 1-5 อยู่แล้วก็อัพเดทกันผ่าน OTA ที่ตัวเครื่องได้เลยครับ
<p style="margin-top:20px; color:#444;">เข้าชม : 5297 ครั้ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hostyim.com/blog/ios7-beta-6-released/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไม่ใช่ข่าวลืออีกต่อไป Apple ประกาศเปิดตัว iPhone 5 วันที่ 12 กันยายนนี้</title>
		<link>http://www.hostyim.com/blog/iphone5-release-soon/</link>
		<comments>http://www.hostyim.com/blog/iphone5-release-soon/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Sep 2012 07:10:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bright</dc:creator>
				<category><![CDATA[IT News]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hostyim.com/blog/?p=54</guid>
		<description><![CDATA[ไม่ใช่ข่าวลืออีกต่อไป ! เมื่อ Apple ส่งจดหมายเชิญชวนนักข่าวเข้าร่วมงานเปิดตัว iPhone 5 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 12 กันยายน 2555 นี้ ในจดหมายเชิญชวน มีรูปภาพเขียนว่า &#8220;It&#8217;s [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/xapple-iphone5-12-sept.png.pagespeed.ic.F4ET0lUWwn.png" /><strong><br />
ไม่ใช่ข่าวลืออีกต่อไป !</strong> เมื่อ <strong>Apple</strong> ส่งจดหมายเชิญชวนนักข่าวเข้าร่วมงานเปิดตัว <strong>iPhone 5</strong> ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 12 กันยายน 2555 นี้</p>
<p>ในจดหมายเชิญชวน มีรูปภาพเขียนว่า &#8220;<strong>It&#8217;s Almost Here</strong>&#8221; มีเลข 12 ซึ่งบ่งบอกว่า งานเปิดตัวจะจัดขึ้นในวันที่ 12 กันยายน และ มีเงาเป็นเลข 5 ซึ่งก็คือ iPhone 5 นั่นเอง (Creative มาก ^^)</p>
<p>สถานที่จัดงาน จะยังคงเหมือนการเปิดตัว iPad เมื่อต้นปีที่ผ่านมา คือจัดที่ <strong>Yerba Buena Center</strong> ในซานฟรานซิสโก</p>
<p>โดยงานเปิดตัวนี้จะจัดขึ้นในเวลา 10 โมงเช้า ตามเวลาในซานฟรานซิสโก (หรือประมาณเที่ยงคืน GMT+7 ตามเวลาบ้านเรา โดยเราจะมีการทำ Live Blog ให้ติดตามกันต่อไป โปรดติดตามในบทความนี้ในวันที่ 12 กันยายน ครับ)</p>
<p>ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า <strong>iPhone 5</strong> จะมีการเปิดตัวในวันที่ <strong>12 กันยายน</strong>นี้ ตามข่าวลือก่อนหน้านี้ และอาจจะมีการจำหน่ายในวันที่<strong> 21 กันยายน</strong> ตามที่เป็นข่าวลือก็เป็นได้</p>
<p>สิ่งที่คาดการณ์ว่าจะมีอะไรใหม่ๆบ้างใน <strong>iPhone 5</strong> นี้ จากแหล่งข่าวต่างประเทศ ระบุว่า <strong>iPhone 5</strong> จะมีหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมไปถึง การรองรับเทคโนโลยี <strong>4G LTE</strong> อีกด้วย (บ้านเราคงรอ iPhone 10) ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็มีชิ้นส่วนหลุดออกมาเป็นจำนวนมาก ขนาดที่เรียกว่า เอามาประกอบเป็นเครื่องได้เลยทีเดียว โดยจากการคาดการณ์ของเว็บไซต์ต่างประเทศ ระบุว่า<strong> iPhone 5</strong> จะมี Dock Connector ที่มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม ตามรูปภาพด้านล่างนี้ (เครื่องบนเป็น iPhone 4 และ เครื่องล่างเป็น iPhone 5)</p>
<p><img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/565x196xiphone5-2.png.pagespeed.ic.93O3N1EwVh.png" /></p>
<p>และจะมีกล้องที่ชัดมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงยังมีเทคโนโลยี NFC ที่สามารถใช้ iPhone 5 เป็น E-wallet จ่ายเงินให้กับร้านค้าต่างๆได้ง่ายๆเลยทีเดียว</p>
<p>ส่วนของ CPU ตามข่าวลือระบุว่า Apple จะเปลี่ยนมาใช้ <strong>CHIP A6</strong> ซึ่งเป็น Quad-Core CPU (จากเดิมเป็น Dual-Core) ซึ่งจะทำให้แรงกว่าเดิมถึงเท่าตัวเลยทีเดียว และยังมี RAM ที่มากขึ้นจากเดิม 512 MB เพิ่มเป็น 1 GB</p>
<p><img alt="A6 CPU" src="http://www.hostyim.com/apic/400x217xa6.jpg.pagespeed.ic.ejHtVAOd0A.jpg" /></p>
<p><strong>รูปภาพ iPhone 5 บางส่วนที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้</strong></p>
<p><img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/460x308xiphone-5-concept2.jpg.pagespeed.ic.tNVxAP3uwN.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/254x382xiphone5-3.jpg.pagespeed.ic.LN6aegjYIG.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/iphone5-4.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/xiphone5-5.jpg.pagespeed.ic.74uRCCqoOv.jpg" /></p>
<p><strong>รูปภาพเปรียบเทียบ DOCK Connector ที่มีขนาดเล็กลง จาก 30-pin เหลือเพียง 9-pin<br />
</strong></p>
<p><strong><img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/docksmaller.jpg" /></strong>
<p style="margin-top:20px; color:#444;">เข้าชม : 5092 ครั้ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hostyim.com/blog/iphone5-release-soon/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;กฎ 23 ข้อ&#8221; ทำให้เว็บน่าสนใจ!!</title>
		<link>http://www.hostyim.com/blog/how-to-make-your-site-look-better/</link>
		<comments>http://www.hostyim.com/blog/how-to-make-your-site-look-better/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Jul 2010 07:04:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bright</dc:creator>
				<category><![CDATA[Misc]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hostyim.com/blog/?p=48</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;กฎ 23 ข้อ&#8221; ทำให้เว็บน่าสนใจ 1. ตัวอักษรดึงดูดความสนใจได้เร็วกว่าภาพหรือกราฟฟิค 2. จุดแรกที่สายตามองคือ มุมซ้ายบนของหน้าเว็บ 3. ผู้ใช้จะมองไปที่มุมซ้ายบนของเว็บไซต์ ก่อนที่จะเลื่อนสายตาลงมาด้านล่างขวาเรื่อยๆ 4. ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่สนใจมองแบนเนอร์โฆษณา 5. [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><b>&#8220;กฎ 23 ข้อ&#8221; ทำให้เว็บน่าสนใจ</b></p>
<p>1. ตัวอักษรดึงดูดความสนใจได้เร็วกว่าภาพหรือกราฟฟิค</p>
<p>2. จุดแรกที่สายตามองคือ มุมซ้ายบนของหน้าเว็บ</p>
<p>3. ผู้ใช้จะมองไปที่มุมซ้ายบนของเว็บไซต์ ก่อนที่จะเลื่อนสายตาลงมาด้านล่างขวาเรื่อยๆ</p>
<p>4. ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่สนใจมองแบนเนอร์โฆษณา</p>
<p>5. รูปแบบเว็บไซต์และตัวอักษรที่มีสีสันสะดุดตา มักไม่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้</p>
<p>6. แสดงข้อมูลเป็นตัวเลข จะดึงดูดสายตามากกว่าเขียนเป็นตัวอักษร</p>
<p>7. ขนาดตัวอักษรมีผลต่อพฤติกรรมการใช้เว็บ โดยตัวอักษรเล็กๆ จะทำให้คนอ่านอย่างละเอียด ขณะที่ตัวอักษรใหญ่ ทำให้คนมองเป็นอันดับแรก</p>
<p>8. คนส่วนใหญ่อ่านพาดหัวรอง ในกรณีที่น่าสนใจจริงๆ</p>
<p>9. คนมักจะอ่านส่วนล่างของหน้าเว็บแบบผ่านๆ</p>
<p>10. ประโยคหรือย่อหน้าสั้นๆ ดึงดูดความสนใจของคนอ่านมากกว่า</p>
<p>11. รูปแบบเว็บไซต์ที่มีแถวแนวตั้งแถวเดียว ดึงดูดสายตามากกว่าหลายแถว</p>
<p>12. แบนเนอร์โฆษณาที่อยู่บริเวณบนสุดและซ้ายสุด จะดึงดูดสายตามากที่สุด</p>
<p>13. การวางโฆษณาใกล้กับคอนเทนท์ที่ดีที่สุด จะได้รับความสนใจจากผู้ใช้ค่อนข้างมาก</p>
<p>14. โฆษณาแบบตัวอักษรได้รับความสนใจมากกว่าโฆษณาแบบภาพหรือกราฟฟิค</p>
<p>15. ภาพยิ่งใหญ่ ยิ่งดึงดูดความสนใจได้มาก</p>
<p>16. ภาพที่ชัด ดูง่าย และถ่ายบุคคลจริงๆ จะได้รับความสนใจจากคนดู มากกว่าภาพประเภทดีไซน์จัดๆ ภาพนามธรรม (abstract) หรือภาพนายแบบ-นางแบบ</p>
<p>17. หน้าเว็บไซต์ก็เหมือนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เพราะฉะนั้น พาดหัวจะได้รับความสนใจมากที่สุด</p>
<p>18. คนส่วนใหญ่มักจะสนใจหัวข้อและเมนูต่างๆ ในเว็บไซต์</p>
<p>19. ถ้ามีบทความยาวๆ ในเว็บไซต์หรือบล็อก หากแยกเนื้อหาออกเป็นข้อๆ จะได้รับความสนใจจากผู้อ่านมากขึ้น</p>
<p>20. ผู้ใช้มักจะไม่อ่านบทความที่ติดกันยาวๆ หลายบรรทัด ดังนั้น ถ้าบทความยาวมาก ควรแตกเป็นย่อหน้าย่อยๆ</p>
<p>21. การดึงความสนใจของคนให้อ่านบทความให้มากและนานที่สุด คือการใช้รูปแบบตัวอักษรที่แตกต่างกันไป เช่น ตัวหนา ตัวใหญ่ ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ หรือตัวอักษรสีต่างๆ แต่ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะทำให้ผู้อ่านหมดความสนใจเช่นกัน</p>
<p>22. เว้นที่ว่างบนหน้าเว็บบ้างก็ดี ไม่ต้องใส่ข้อมูลหรือภาพบนทุกอณูของเว็บก็ได้</p>
<p>23. ปุ่ม navigation ควรวางไว้บนสุดของหน้าเว็บ เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ได้ง่ายที่สุด</p>
<p><b>หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะครับ</b>
<p style="margin-top:20px; color:#444;">เข้าชม : 5111 ครั้ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hostyim.com/blog/how-to-make-your-site-look-better/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตั้งค่า SpamAssassin เพื่อใช้งานป้องกันสแปม</title>
		<link>http://www.hostyim.com/blog/how-to-use-spamassassin/</link>
		<comments>http://www.hostyim.com/blog/how-to-use-spamassassin/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 May 2010 07:02:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bright</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tutorials]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hostyim.com/blog/?p=45</guid>
		<description><![CDATA[SpamAssassin คือ ระบบวิเคราะห์ความเป็นไปได้จากส่วนประกอบต่างๆของอีเมลล์ เพื่อนำมาตีค่าว่า อีเมลล์นั้นๆ เป็นอีเมลล์ที่สร้างความรบกวนให้แก่ผู้รับหรือไม่ เรียกอีกชื่อว่า สแปมนั้นเอง ขั้นตอนการตั้งค่า SpamAssassin แบบ Step by Step 1.เข้า [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>SpamAssassin</strong> คือ ระบบวิเคราะห์ความเป็นไปได้จากส่วนประกอบต่างๆของอีเมลล์ เพื่อนำมาตีค่าว่า อีเมลล์นั้นๆ เป็นอีเมลล์ที่สร้างความรบกวนให้แก่ผู้รับหรือไม่ เรียกอีกชื่อว่า สแปมนั้นเอง</p>
<p><strong>ขั้นตอนการตั้งค่า SpamAssassin แบบ Step by Step</strong></p>
<p><strong>1.เข้า สู่ระบบ DirectAdmin<a href="http://cp.hostyim.com/"><br />
</a></strong>-ระบุ Username , Password ที่ได้รับ</p>
<p><img alt="directadmin login" src="http://www.hostyim.com/apic/260x164xwlac2_4.gif.pagespeed.ic.6NTdVaoKxN.png" /></p>
<p><strong>2.คลิกที่ &#8220;SpamAssassin Setup&#8221;</strong></p>
<p><img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/spam/500x200x1.gif.pagespeed.ic.Zt1RHzwt7Y.png" /></p>
<p><strong>3.เมื่อคลิกเข้ามาแล้ว ทีนี้เราจะเริ่มการตั้งค่าส่วนต่างๆ ของการกรองอีเมลล์สแปม</strong></p>
<p>3.1 ส่วนแรกใช้ในการตั้งค่า เพื่อเลือกว่าจะให้อีเมลล์ที่ถูกตีค่าว่าเป็นสแปม ไปอยู่ที่ไหน<br />
- Inbox &#8211; ให้ไปอยู่ในกล่อง Inbox เหมือนปกติ<br />
- Redirect it to the catch-all spam folder in your main imap account. &#8211; ย้ายไปไว้ในโฟล์เดอร์สแปมหลักที่จัดไว้ใน IMAP Account <strong>(ไม่แนะนำ)</strong><br />
- Send the spam to the appropriate users&#8217;s spam folder. &#8211; ย้ายไปไว้ในโฟล์เดอร์สแปมที่จัดไว้ ของอีเมลล์นั้นๆ <strong>(แนะนำ)</strong><br />
- Delete the spam. &#8211; ลบสแปมเมลล์ออกทันที &#8211; <strong>(ไม่แนะนำ เพราะบางอีเมลล์สำคัญอาจถูกลบไปด้วย)</strong></p>
<p><img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/spam/2.gif" /></p>
<p>3.2 ส่วนนี้ จะใช้ในการตั้งค่าคะแนนรวมที่จะให้ตีค่าว่าเป็นสแปม<br />
(หมายเหตุ : คะแนนน้อย หมายถึง เข้มงวดมาก)<br />
- Low Threshold &#8211; คะแนนต่ำสุด <strong>(ไม่แนะนำ อีเมลล์จริงบางส่วนจะถูกตีความว่าเป็นสแปม)</strong><br />
- Medium Threshold &#8211; คะแนนปานกลาง <strong>(แนะนำ)</strong><br />
- High Threshold &#8211; คะแนนสูงสุด<br />
<img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/spam/3.gif" /></p>
<p>3.3 ส่วนนี้ จะใช้ในการตั้งค่าว่าต้องการลบอีเมลล์ที่ถูกตีความว่าเป็นสแปม ซึ่งมีค่า Threshold สูงเกิน xx หรือไม่<br />
- Yes, block all spam scoring higher than.. &#8211; บล็อคอีเมลล์ที่มีค่าการตีความว่าเป็นสแปมที่มากกว่า Threshold ที่กำหนด <strong>(ไม่แนะนำ)<br />
</strong>- No, do not block high scoring spam. Use only the threshold in the previous section. &#8211; ไม่ต้องบล็อคอีเมลล์, ใช้การตั้งค่าจากส่วนที่แล้ว <strong>(แนะนำ)</strong><strong><br />
</strong></p>
<p><strong><img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/spam/4.gif" /></strong></p>
<p>3.4 กำหนดว่าต้องการเปลี่ยนแปลงหัวข้อของอีเมลล์ที่เป็นสแปมโดยเพิ่มข้อความลงไปในหัวข้ออีเมลล์หรือไม่<br />
- Yes, set the subject to the following: *****SPAM***** หมายถึง ให้เพิ่มคำว่า *****SPAM***** ลงไปในหัวข้ออีเมลล์ด้วย<br />
- No, leave the subject unchanged. หมายถึง ไม่ต้องเพิ่มข้อความใดๆลงไปในหัวข้ออีเมลล์<br />
<a href="http://www.hostyim.com/blog/wp-content/uploads/2010/05/Screenshot_3.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-64" alt="spam_rewrite_subjects" src="http://www.hostyim.com/blog/wp-content/uploads/2010/05/Screenshot_3.jpg" width="585" height="76" /></a></p>
<p>3.5 กำหนดว่าสแปมจะถูกส่งเข้าอีเมลล์ในรูปแบบไหน โดยสแปมบางประเภทอาจมีสคริปที่สามารถทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ และก่อให้เกิดความเสียหายได้ จึงสามารถกำหนดได้ว่า<br />
เนื้อหาข้อความที่เป็นสแปมจะถูกส่งมาในรูปแบบไหน โดยในข้อนี้ แนะนำให้ตั้งเป็น &#8220;Use Attachments&#8221; หรือ &#8220;Use Text-only Attachments&#8221; เท่านั้นครับ<br />
<a href="http://www.hostyim.com/blog/wp-content/uploads/2010/05/Screenshot_1.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-63" alt="Screenshot_1" src="http://www.hostyim.com/blog/wp-content/uploads/2010/05/Screenshot_1.jpg" width="585" height="152" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>3.6 หากมีบางอีเมลล์ที่ยังคงส่งสแปมเข้ามาต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความรำคาญ เราสามารถบล็อกอีเมลล์นั้นๆ หรือสามารถบล็อกทั้งโดเมนเนมได้เลย<br />
โดยระบุ 1 อีเมลล์ ต่อ 1 บรรทัด ซึ่งรูปแบบจะเป็นดังนี้<br />
- หากต้องการบล็อกอีเมลล์ abc@domain.com ให้ระบุ abc@domain.com ลงไปได้เลย<br />
- หากต้องการบล็อกอีเมลล์ใดๆก็ตามที่ส่งมาจาก domain.com ให้ระบุ *@domain.com<br />
<a href="http://www.hostyim.com/blog/wp-content/uploads/2010/05/Screenshot_2.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-62" alt="Screenshot_2" src="http://www.hostyim.com/blog/wp-content/uploads/2010/05/Screenshot_2.jpg" width="585" height="291" /></a></p>
<p>3.7 หากมีบางอีเมลล์ที่เราต้องการส่งข้อมูลสำคัญๆทางธุรกิจอยู่เป็นประจำ และไม่อยากให้พลาดการรับอีเมลล์ อีเมลล์ที่อยู่ในรายการ Whitelist นี้จะไม่ถูกบล็อกจาก Spamassassin ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม<br />
<a href="http://www.hostyim.com/blog/wp-content/uploads/2010/05/Screenshot_4.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-61" alt="Screenshot_4" src="http://www.hostyim.com/blog/wp-content/uploads/2010/05/Screenshot_4.jpg" width="585" height="258" /></a></p>
<p><strong>4. หลังจากกำหนดค่าทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ให้คลิกที่ปุ่ม Save</strong><br />
<a href="http://www.hostyim.com/blog/wp-content/uploads/2010/05/Screenshot_5.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-60" alt="Screenshot_5" src="http://www.hostyim.com/blog/wp-content/uploads/2010/05/Screenshot_5.jpg" width="62" height="29" /></a>
<p style="margin-top:20px; color:#444;">เข้าชม : 5878 ครั้ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hostyim.com/blog/how-to-use-spamassassin/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการติดตั้ง Apache, PHP5 &amp; MySQL5 บน CentOS</title>
		<link>http://www.hostyim.com/blog/how-to-install-webserver-on-centos/</link>
		<comments>http://www.hostyim.com/blog/how-to-install-webserver-on-centos/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Apr 2010 07:08:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bright</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tutorials]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hostyim.com/blog/?p=51</guid>
		<description><![CDATA[เรามาดู วิธีการติดตั้งเซิฟเวอร์ ให้พร้อมให้บริการ Webserver ด้วย Apache, PHP5 &#38; MySQL5 อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ใน CentOS นั้น มี Tools [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เรามาดู วิธีการติดตั้งเซิฟเวอร์ ให้พร้อมให้บริการ Webserver ด้วย Apache, PHP5 &amp; MySQL5<br />
</strong><br />
อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ใน CentOS นั้น มี Tools ที่ชื่อว่า Yum ซึ่งคุณสามารถใช้ Tools นี้ ในการติดตั้ง โปรแกรมต่างๆในเครื่องของคุณ ได้อย่างง่ายดาย จาก Repositories ที่ดึงมาจาก เว็บไซต์ของ CentOS นั้นเอง</p>
<p>เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ขั้นแรก สั่ง yum -y install ตามด้วย Packages ที่ต้องการ<br />
(-y หมายถึง ให้ระบบตอบ Yes to all หากมี Prompt ขึ้นมาถาม)</p>
<div>
<div id="code0">
<ol>
<li># yum -y install httpd php mysql mysql-server php-mysql</li>
</ol>
</div>
</div>
<p>เรามาตั้งค่าให้ MySQL ทำงานทุกครั้งที่ Boot เครื่องดีกว่า<br />
เราจะใช้คำสั่ง chkconfig เพื่อสั่งให้ service On หรือ Off ทุกครั้งที่เปิดเครื่องนั่นเอง หลังจากนั้นสั่งให้ Service MySQL ทำงาน</p>
<div>
<div id="code1">
<ol>
<li># chkconfig mysqld on</li>
<li># service mysqld  start</li>
</ol>
</div>
</div>
<p>หลังจากนั้นเราจะมาตั้งรหัสผ่านให้ MySQL กัน โดยใช้คำสั่งที่มีติดมากับ MySQL อยู่แล้ว<br />
โดยจะสั่งให้ตั้งรหัสผ่านของ User : root ใน MySQL ทำได้ดังนี้</p>
<div>
<div id="code2">
<ol>
<li># mysqladmin -u root password yourpw</li>
</ol>
</div>
</div>
<p>ตรง yourpw ให้เปลี่ยนเป็น รหัสผ่าน MySQL ที่ต้องการ</p>
<p>ต่อมาตามด้วยการสั่งให้ Apache ทำงานทุกครั้งที่ Boot เครื่อง และ Start Apache Service</p>
<div>
<div id="code3">
<ol>
<li># chkconfig httpd on</li>
<li># service httpd  start</li>
</ol>
</div>
</div>
<p style="margin-top:20px; color:#444;">เข้าชม : 8077 ครั้ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hostyim.com/blog/how-to-install-webserver-on-centos/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Raid คืออะไร และ ควรเลือก Raid อย่างไร</title>
		<link>http://www.hostyim.com/blog/what-is-raid/</link>
		<comments>http://www.hostyim.com/blog/what-is-raid/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Feb 2010 10:37:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bright</dc:creator>
				<category><![CDATA[Server]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hostyim.com/blog/?p=37</guid>
		<description><![CDATA[Raid คืออะไร มีอะไรบ้าง และ การทำงานเป็นอย่างไร RAID (redundant array of independent disks หรือ redundant array of [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>Raid คืออะไร มีอะไรบ้าง และ การทำงานเป็นอย่างไร</strong></span></p>
<p><b>RAID</b> <strong>(<b>redundant array of independent disks</b> </strong>หรือ<strong> <b>redundant array of inexpensive disks</b>)</strong><br />
คือ การนำ <strong>Harddisk 2 ตัว หรือ มากกว่า</strong> มาต่อเข้าด้วยกันเพื่อให้มองเห็นเป็นอันเดียว เพื่อจุดประสงค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูล หรือ เพิ่มความรวดเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูล ซึ่งแต่ละ Raid จะมีข้อดี และ ข้อเสีย แตกต่างกันออกไป โดยจุดประสงค์หลักๆ คือ การป้องกันข้อมูลสูญหาย และ ประสิทธิภาพในการทำงานที่มากขึ้น<br />
<span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>RAID 0<br />
</strong></span><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>Raid ที่ระดับ 0</strong></span></p>
<p>ระบบ RAID 0 นี้มีรูปแบบการทำงาน ที่เรียกว่า &#8220;Striping หรือ แถบ&#8221; เนื่องจาก ระบบระบบ RAID 0 นี้ มีการจัดการ กับข้อมูลเป็นแนวยาว ในลักษณะของแถบ (ไม่ไ้ด้กระจายไปทั่ว อย่างระบบอื่น) ตัวอย่างเช่น สมมุติว่า ระบบระบบ RAID 0 นั้นประกอบด้วย ดิสก์ 4 ตัว ต่อเชื่อมกัน แถบที่ 0,1,2 และ 3 ก็จะถูกจัดสรรออกไป ให้ดิสก์ที่ 0,1,2 และ 3 ตามลำดับ และสำหรับแุถบต่อจากนั้น คือแถบ 4,5,6,7 ฯลฯ ก็จะหมุนวน สลับกลับไปที่ดิสก์ตัวที่ 0 (แถบที่ 4) , ดิสก์ตัวที่ 1 (แถบ 5) , ดิสก์ตัวที่ 2 (แถบ 6) , ดิสก์ตัวที่ 3 (แถบ 7) ซึ่งปรากฏการ์นี้ จะเกิดหมุนเวียนกันไปเรื่อย จนกว่าข้อมูลจะหมดไปในแต่ละชุด ๆ<strong><br />
</strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><br />
สาเหตุ ที่ระบบ RAID สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ในการใช้งานข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้ ก็เพราะมันช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูล แต่ละแถบได้พร้อม ๆ กันหมด แม้ว่าข้อมูลเหล่านั้น จะถูกจัดเก็บไว้ บนคนละไดรฟ์ก็ตาม หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ มันช่วยให้่มีความเร็วเพิ่มมากขึ้น ในการเข้าถึงข้อมูล เพราะแทนที่จะต้องอาศัฮาร์ดดิสก์ (หรือไดรฟ์) เพียงตัวเดียว ในการระบายข้อมูลซึ่งอาจทำให้ เกิดการทะลักและติดขัด ของข้อมูลได้ แต่ระบบระบบ RAID 0 นี้ จะสามารถทำให้่ ข้อมูลถูกกระจายออกมา จากไดรฟ์ทุกไดรฟ์ ในระบบอย่างพร้อมเพรียงกัน จึงสามารถ เพิ่มความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ได้มากขึ้นหลายเท่าตัว</span><strong><br />
</strong></p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>ตัวอย่าง</strong><br />
Harddisk ขนาด 80 GB เชื่อมต่อกัน 2 ตัว ทำ Raid 0 จะได้ความจุรวม = 160 GB</span></p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>ข้อเสีย</strong><br />
Raid 0 ไม่มีการทำการสำรองข้อมูล Mirroring เมื่อ Harddisk ตัวใดตัวนึงเสีย ข้อมูลจะสูญหายทั้งหมด แต่มีข้อดีคือ อ่านข้อมูลได้เร็ว</span><br />
<span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>RAID 1</strong><br />
<strong>RAID ที่ระดับ 1</strong> </span></p>
<p>จะมีรูปแบบการทำงาน ที่เรียกว่า &#8220;Mirroring&#8221; ซึ่งสามารถ ปกป้องข้อมูล และแก้ไขข้อบกพร่อง เมื่อระบบเกิดปัญหา ได้ดีกว่าระบบ RAID 0 นอกจากนั้น ระบบ RAID 1 นี้ ยังมีความสามารถ ในการ<span style="text-decoration: underline;"><strong>อ่าน</strong></span>ข้อมูล ดีกว่า ระบบ RAID 0 ด้วยในการทำงานของระบบ RAID 1 นี้ แต่ด้วยประสิทธิภาพ ที่เพิ่มขึ้น และความสามารถ ในด้านปกป้องปัญหาที่เข้ามานี้ คุณก็ต้องแลกมาด้วย เนื้อที่จัดเก็บข้อมูลที่อาจจะลดน้อยลงไป</p>
<p>ในการตั้งการทำงานของ RAID ระดับ 1 นี้ โปรแกรมจัดการการทำงาน จะสั่งให้ตัวควบคุมระบบ ทำการจัดเก็บข้อมูล สำรอง ข้ามไปตาม Drive ย่อย ๆ ภายในระบบ RAID ของคุณ (ภายใต้ Drive เสมือน 1 Drive จะประกอบไปด้วยตัวฮาร์ดดิสก์ย่อย ๆ หลายตัวทำงานร่วมกัน) ซึ่งเราอธิบายเพิ่มเติมได้ว่า ด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน มันจะถูกทำการบันทึกซ้ำ ไปตาม Drive ต่าง ๆ ภายในระบบของคุณและด้วยเหตุนี้นี่เอง เมื่อเกิดกรณี ข้อมูลใน Drive หนึ่ง ๆ สูญหาย คุณก็ยังพอมีทาง ที่จะกู้ข้อมูล ที่ทำการบันทึกซ้ำไว้ ที่ Drive อีกตัว กลับคืนมาได้ นอกจากนี้ ในการตั้งการทำงาน ของ RAID ระดับ 1 นี้ ยังสามารถกำหนดชุดของ Mirror set ให้มีมากกว่า 1 set ก็เป็นได้ อีกทั้ง แต่ละ Mirror set คุณยังสามารถ กำหนดขนาดความจุ ให้แตกต่างกันไปอีกด้วย</p>
<p>ในขณะที่ความสามารถ ในการอ่านข้อมูล ก็สามารถเพิ่มขึ้นได้ ด้วยการที่ระบบ การบันทึกข้อมูลซ้ำนี้ จะกระจายการบันทึกข้อมูล ไปตาม Drive ย่อย ๆ ภายในระบบ ซึ่งก็ทำให้ เมื่ิอมีการร้ิองขอข้อมูลมา จะช่วยลดปัญหา ความคับคั่ง ของการเขียนอ่านข้อมูล ที่อาจจะเกิดขึ้น หากมีการบันทึกข้อมูลนั้น ๆ รวมอยู่บน Drive เดียวกัน ซึ่งเราอธิบายเพิ่มเติมได้ ด้วยการมี 3 คำร้องขอ ที่เรียกเข้ามายังระับบ โดยที่ คำร้องที่ 1 จะถูกเรียกไปอ่านที่ block 0 คำร้องที่ 2 จะถูกเรียกอ่านที่ block 1 ในขณะที่คำร้องที่ 3 จะถูกเรียกอ่านที่ block 2 นั่นหมายความว่า แต่ละ block ก็เปรียบเสมือนเป็นฮารฺดดิสก์แต่ละตัว ที่ทำงานอยู่ภายใต้ระบบ RAID (ที่รวม ฮาร์ดดิสก์หลาย ๆ ตัวนี้ให้เป็น Drive หนึ่งเท่านั้น) มันจึงสามารถ อ่านข้อมูลได้อย่างอิสระต่อกัน ซึ่งช่วยลดภาระ และลดเวลาในการเข้าถึงข้อมูลได้เป็นอย่างดี</p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong><br />
Harddisk ขนาด 80 GB เชื่อมต่อกัน 2 ตัว จะได้ความจุเท่าเดิมคือ 80 GB แต่จะมีความเร็วในการอ่านข้อมูล และมีระบบป้องกันข้อมูลสูญหาย มีการ Mirror ตลอดเวลา<strong></strong></p>
<p>ข้อเสีย<br />
เขียนข้อมูลช้าลง เนื่องจากต้องทำการเขียนข้อมูลลงบน Harddisk 2 ตัวพร้อมๆกัน<strong><br />
</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>RAID 2</strong><br />
<strong>Raid ที่ระดับ 2 </strong></p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;">        ในระดับนี้ จะไม่พบมีการใช้งาน ในทางธุรกิจทั่วไปนัก แต่จุดเด่นของระดับนี้นั่นคือ จะมีความสามารถ ในการปกป้องข้อมูล ที่เหนือกว่าระดับอื่น ๆ ด้วยการสร้างระบบ Fault tolerance ภายใต้ชุดคำสั่ง Error Correction Code (ECC) ซึ่งเราจะพบการทำงานเช่นนี้ อยู่ในอุปกรณ์หน่วยความจำ ( เช่น RAM ชนิด ECC สำหรับเซิฟเวอร์ ) ทั้งนี้ ชุดคำสั่ง ECC จะสร้างตารางที่ประกอบไปด้วย สูตรตัวเลขเพื่อใช้ในการ จัดเก็บข้อมูล ลงบนแต่ละ block ภายใต้ Drive เสมือนซึ่งเรามักจะเรียกสูตรนี้ว่า Checksum โดยที่จะมีการเติมค่า Checksum นี้ต่อท้ายแต่ละชุดข้อมูล เพื่อทำการระบุตัวตน และช่วยในการรวบรวมข้อมูล เมื่อมีความต้องการอ่านเกิดขึ้น</span></p>
<p>เมื่อมีการ เรียกอ่านข้อมูลจาก Drive ระบบจะทำการประมวลผล ตัวเลขค่า Checksum นี้ ทำการเปรียบเทียบกับค่า ECC ที่ถูกตั้งสูตรเอาไว้ตามตาราง หากตัวเลขตรงกัน ชุดข้อมูลนั้นจะถุกอ่านขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ แต่หากตัวเลขไม่ต้องกัน ข้อมูลที่สูญหาย จะถูกคำนวณขึ้นมาใหม่ ด้วยการใช้ค่า checksum ที่อยู่ก่อนหน้า และถัดไป เป็นชุดอ้างอิง เพื่อทำการกู้ข้อมูลขึ้นมา</p>
<p><strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;">ข้อดี<br />
</span></strong><span style="font-family: MS Sans Serif,Tahoma,sans-serif; font-size: small;">ถ้าเกิดการปรากฏว่า harddisk ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย ระบบก็จะสามารถสร้างข้อมูลทั้งหมดใน harddisk ตัวนั้นขึ้นมาได้ใหม่</span><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;">ได้จากข้อมูล ECC ที่เก็บไว้ใน Harddisk ลูกอื่น</span></p>
<p><strong>ข้อเสีย<br />
</strong><span style="font-family: MS Sans Serif,Tahoma,sans-serif; font-size: small;">การ ทำ ECC นี้ส่งผลให้ harddisk ทั้งระบบต้องทำงานค่อนข้างมากทีเดียว และ RAID 2 นั้นจะเห็นได้ว่าต้องใช้ harddisk จำนวนมากในการเก็บค่า ECC ซึ่งทำให้ค่อนข้างสิ้นเปลือง<br />
จึงไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน</span><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><br />
</span></p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif;"><br />
<strong>RAID 3</strong></span><strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><br />
</span></strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>Raid ที่ระดับ 3 </strong></span></p>
<p>RAID ระดับนี้ เป็นการประยุกต์รูปแบบมาจาก RAID ระดับ 0 ซึ่งมีความสามารถ ด้านความจุและสามารถ ในการเขียนอ่านอย่างน่าทึ้ง แต่ก็ยังคงไว้ซึ่ง ความสามารถ ในด้านปกป้องความเสียหาย หรือ Fault Tolerance ไว้อีกด้วย โดยที่มันได้ใช้ประโยชน์จากเทคนิค จัดเก็บข้อมูล จาก RAID ระดับ 0 โดยจะทำการบันทึก แต่ละแถบข้อมูล ไปตาม Drive ย่อย ๆ ภายใต้ระบบ RAID แต่จะยกเว้นไว้ 1 Drive เอาไว้เพื่อจัดเก็บค่าข้อมูล ต่าง ๆ เอาไว้ เพื่อใช้ในการเรียกใช้ข้อมูลขึ้นมา ซึ่ง Drive ที่จัดเก็บค่าข้อมูลนี้ จะถูกแบ่งเป็นแถบข้อมูล เช่นเดียวกัน โดยค่าข้อมูลแต่ละแถบนี้ จะับันทึกค่าข้อมูล ในการจัดเก็บข้อมูลหลัก ที่กระจายไปตามแต่ละ Drive ซึ่งค่าที่จัดเก็บนี้ จะเป็นค่าของข้อมูลที่ว่า อ่านข้อมูลจากที่ใด หรือเป็นการเขียนข้อมูล ลงไปที่ใด ซึ่งด้วยวิธีนี้จะช่วยให้ ในกรณีที่ข้อมูล เกิดปัญหา หรือเกิดสูญหายไป จะยังสามารถ กู้ข้อมูลกลับ โดยใช้ค่าข้อมูล ที่เก็บเอาไว้ Drive พิเศษเป็นค่าอ้างอิง</p>
<p><strong>ข้อเสีย</strong><br />
Drive ที่เอาไว้เก็บข้อมูล Parity Bit นี้ มีโอกาสเสียหายได้ง่าย เนื่องจากต้องนำข้อมูล Parity ของ Harddisk ทุกตัวมาเขียนอยู่ในตัวเดียว ทำให้ Harddisk ตัวนี้ ทำงานหนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif;"><br />
<strong>RAID 4</strong></span><strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><br />
</span></strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>Raid ที่ระดับ 4</strong></span></p>
<p>RAID 4 มีแนวคิด ที่คล้ายคลึงกับ RAID ระดับ 3 แต่จะเน้นความสำคัญ ไปที่ประสิทธิภาพ การทำงานของ application ที่ต่างกันไป ตัวอย่างเช่น โปรแกรม Database  ที่ต้องเกี่ยวข้องกับ ไฟล์ขนาดใหญ่ ที่มีความต่อเนื่องกัน และยังมีอีกความต่าง นั่นคือ ระดับความลึกของแถบข้อมูล ที่ RAID ระดับ 4 จะมีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งโดยปกติ ขนาดในระดับ 2 block ซึ่งจะช่วยให้ โปรแกรมจัดการ RAID สามารถทำงานร่วมกับ Harddisk แต่ละตัว ได้อย่างเป็นอิสระต่อกัน มากกว่า RAID ระดับ 3 ซึ่งจะช่วยให้ การจัดการเก็บข้อมูล และการเรียกอ่านข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ สามารถทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะตามมา จากการใช้งาน RAID ระดับ 4 นั้นก็คือ ปัญหาการติดขัดของข้อมูล ใน Drive ที่ใช้ในการจัดเก็บ ค่า parity เอาไว้ ซึ่งต้่องการหลักการทำงาน ที่ยุ่งยากกว่ากันมาก และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ RAID ระดับนี้ ไม่ได้รับความนิยมมากนัก</p>
<p><strong>ข้อเสีย</strong><br />
หาระบบ Raid Device มาใช้ยาก เนื่องจากต้องมีการคำนวณสูง ทำให้ตัว Raid Device ทำงานหนักมากเกินความจำเป็น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif;"><br />
<strong>RAID 5</strong></span><strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><br />
</span></strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>Raid ที่ระดับ 5</strong></span><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><br />
</span><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong><br />
</strong>          ที่ระดับนี้ ถือเป็นระดับที่ใช้งานกันมากที่สุด โดยจะทำการ แก้ปัญหา การติดขัดในการเขียนข้อมูล ที่เกิดขึ้นใน RAID ระดับ 4 ด้วยการกระจาย แถบของค่าข้อมูล (parity) ไปตาม Drive ย่อย ๆ ต่าง ๆ ซึ่งด้วยวิธีนี้ จะช่วยบรรเทา การทำงานที่มุ่งไปที่ Drive ใด Drive หนึ่งเพียงตัวเดียว จึงช่วยเพิ่มความสามารถ ของระบบโดยรวม ได้มากยิ่งขึ้น โดยวิธี ที่ RAID ระดับนี้ช่วยลดปัญหา การติดขัดในการเขียนข้อมูล parity นั้น เป็นวิธีพื้นฐาน โดยแทนที่ จะยอมให้ เพียง Drive ตัวใดตัวหนึ่ง ทำการสันนิษฐาน ความเสี่ยงของปัญหาืที่อาจจะเกิดขึ้น ก็จัดการให้ทุก ๆ Drive ที่อยู่ภายในระบบ RAID ทำการสันนิษฐาน เพื่อทำการจัดเก็บค่าของข้อมูลกระจายไปตามแต่ละ Drive และด้วยวิธีง่าย ๆ นี้เอง ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ได้อย่างน่าทึ่ง</span></p>
<p>Raid 5 เป็นที่นิยมในการใช้งานในระบบใหญ่ๆ เป็นอย่างมาก และยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากมีความรวดเร็ว และปลอดภัย<br />
ซึ่ง Raid นี้ได้นำข้อดีของ Raid อื่นๆมารวมกันทั้งหมด</p>
<p><strong>หลักการทำงาน</strong><br />
เก็บ Parity ของ Drive ลงใน Drive อื่นๆ ที่ไม่ใช่ Drive เดียวกัน ทำให้เมื่อ Harddisk ตัวใดตัวนึงพัง ระบบยังคงทำงานต่อไปได้<br />
โดยระบบจะมีการเก็บข้อมูล Parity ดังนี้ เช่น<br />
<strong><br />
- Drive A เก็บ parity ไว้บน Drive C<br />
- Drive B เก็บ parity ไว้บน Drive A<br />
- Drive C เก็บ parity ไว้บน Drive B<br />
</strong><br />
<strong>ข้อดี</strong><br />
มีความเร็วในการอ่านสูง เนื่องจากใช้ Harddisk ถึง 3 ตัวในการทำงาน</p>
<p><strong>ข้อเสีย</strong><br />
อ่านข้อมูลได้ช้ากว่าการเชื่อมต่อรวมกันแบบ Raid 0 แต่เร็วกว่า Harddisk เพียงตัวเดียว รวมไปถึงขนาดรวมของ Raid 5 จะได้เท่ากับ Harddisk 2 ตัวเท่านั้น (ข้อมูลหายไป 1 ใน 3 ของ Harddisk ทั้งหมด)</p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><br />
<strong>RAID อื่นๆ</strong></span></p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;">นอก จาก ระดับมาตรฐานทั้ง 5 ระดับข้างต้น ยังมีระดับย่อย ๆ ที่เกิดขึ้น ตามความต้องการ ที่แตกต่างกันออกไป จึงต้องมีการ ออกแบบระบบ RAID เพื่อตอบสนองความต้องการที่เกิดนี้ โดยมีตัวอย่างเช่น </span></p>
<ul>
<li><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;">RAID ระดับ 6 จะให้ความสำคัญกับความป้องกันความเสียหาย ในระดับสูงมาก ๆ </span></li>
<li><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;">RAID ระดับ 10 (หรือที่รู้จักกันในนามของ RAID ระดับ 0 &amp;1) จะพุ่งเป้าไปที่ความสามารถในด้าน I/O ที่มากขึ้น และการปกป้องความเสียหายของข้อมูล</span></li>
<li><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;">RAID ระดับ 53 จะเป็นการรวมกันของ RAID ระดับ 0 และ 3 เพื่อความสามารถในการเขียนและอ่านข้อมูลที่มากขึ้น</span></li>
</ul>
<p style="margin-top:20px; color:#444;">เข้าชม : 16868 ครั้ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hostyim.com/blog/what-is-raid/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>hosting ที่ไหนดี เช่า host ที่ไหน ราคาไม่แพง ประสิทธิภาพสูง คุ้มราคา!</title>
		<link>http://www.hostyim.com/blog/how-to-choose-hosting-provider/</link>
		<comments>http://www.hostyim.com/blog/how-to-choose-hosting-provider/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Feb 2010 10:44:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bright</dc:creator>
				<category><![CDATA[Misc]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hostyim.com/blog/?p=42</guid>
		<description><![CDATA[หลักเกณฑ์ในการเลือก Web Hosting 1.) ความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบว่า ผู้ให้บริการ ได้มีการจดทะเบียนพาณิชย์ หรือ ทะเบียนพาณิชย์อิเล็คทรอนิคส์ อย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บริการค่อนข้างมั่นใจได้ว่า ข้อมูลของผู้ให้บริการอยู่ในระบบของกระทรวงพาณิชย์แล้ว สามารถฟ้องร้องได้ หากเกิดปัญหา [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/320x165xchosting.png.pagespeed.ic.l7frYxSz4q.png" /><span style="text-decoration: underline;"><strong><br />
หลักเกณฑ์ในการเลือก Web Hosting</strong></span></p>
<p><strong>1.) ความน่าเชื่อถือ</strong><br />
ตรวจสอบว่า ผู้ให้บริการ ได้มีการจดทะเบียนพาณิชย์ หรือ ทะเบียนพาณิชย์อิเล็คทรอนิคส์ อย่างถูกต้อง<br />
ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บริการค่อนข้างมั่นใจได้ว่า ข้อมูลของผู้ให้บริการอยู่ในระบบของกระทรวงพาณิชย์แล้ว สามารถฟ้องร้องได้ หากเกิดปัญหา</p>
<p>ตรวจสอบว่า ผู้ให้บริการ มีช่องทางการติดต่อ ที่ติดต่อได้จริงหรือไม่ มีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อชัดเจน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2.) ประสิทธิภาพของโฮสติ้ง</strong><br />
ไม่สามารถบอกได้อย่างละเอียด, หากเว็บผู้ใช้บริการมีระบบการเช็ค Uptime ควรเลือกที่มี Uptime มากกว่า 99% ขึ้นไป<br />
อีกวิธีนึง หากผู้ให้บริการมีเว็บไซต์ของตัวอย่างลูกค้า เราสามารถทดลองเข้าเว็บไซต์นั้นๆ เพื่อทดสอบความเร็วได้เช่นกัน<strong><br />
</strong></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p><strong>3.) การให้พื้นที่ของโฮสติ้ง</strong><br />
ระบบเซิฟเวอร์ที่ให้บริการโฮสติ้งในปัจจุบัน ใช้ฮาร์ดดิสก์ที่เก็บข้อมูลเหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วๆไป ซึ่งปัจจุบันฮาร์ดดิสก์มีราคาถูกลงมาก<br />
ทำให้ผู้ให้บริการ มีโอกาสที่จะแข่งขันกันด้านการตลาดสูง ดังนั้น เรื่องพื้นที่เปรียบเสมือนตัวแปรในการแข่งขันทางการตลาดอยู่เหมือนกัน</p>
<p>ดังนั้นพื้นที่จึงไม่ใช่จุดสำคัญในการเลือกใช้บริการโฮสติ้งสักเท่าไหร่นัก แต่เป็นเรื่องของ การให้บริการซะมากกว่า เนื่องจากเราจะต้องอยู่กับผู้ให้บริการไปอีกค่อนข้างนาน<br />
หากเลือกโฮสติ้งที่ราคาถูกจนเกินไป มักจะได้บริการที่ไม่ดี และตรงกันข้าม หากเลือกโฮสติ้งที่ราคาแพงจนเกินไป ก็อาจจะทำให้เราต้องเสียเงินเกินความจำเป็น
<p style="margin-top:20px; color:#444;">เข้าชม : 4034 ครั้ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hostyim.com/blog/how-to-choose-hosting-provider/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Apple iPad เปิดตัวแล้ว ราคาไม่แพงอย่างที่คิด เริ่มต้นเพียง US$499</title>
		<link>http://www.hostyim.com/blog/apple-ipad-released/</link>
		<comments>http://www.hostyim.com/blog/apple-ipad-released/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 29 Jan 2010 10:23:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bright</dc:creator>
				<category><![CDATA[IT News]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hostyim.com/blog/?p=32</guid>
		<description><![CDATA[Apple iPad หลายคนคงเคยได้ใช้ iPhone มาแล้ว ซึ่ง iPad นี่เองคือ &#8220;iPhone ยักษ์&#8221; นั่นเอง ใครที่ได้เล่นมาแล้วก็จะรู้ว่าสุดยอดขนาดไหน! iPad คืออะไร? iPad [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong>Apple iPad</strong><br />
หลายคนคงเคยได้ใช้ iPhone มาแล้ว ซึ่ง iPad นี่เองคือ &#8220;iPhone ยักษ์&#8221; นั่นเอง ใครที่ได้เล่นมาแล้วก็จะรู้ว่าสุดยอดขนาดไหน!<br />
<strong><br />
iPad คืออะไร?</strong><br />
iPad คือ Tablet PC หรือ คอมพิวเตอร์พกพา จอสัมผัส จากบริษัท Apple ที่ออกวางจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ $499 USD เท่านั้นเอง</p>
<p><iframe src="//www.youtube.com/embed/4_zI21XEo0Q" height="315" width="560" allowfullscreen="" frameborder="0"></iframe></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">Spec เบื้องต้น ของ iPad มีดังนี้</span></strong></p>
<ul>
<li>หน้าจอ 9.7 นิ้ว ความละเอียด 1024&#215;768</li>
<li>ความหนา 0.5 นิ้ว</li>
<li>หนัก 1.5 ปอนด์ (0.7 กิโลกรัม)</li>
<li>ใช้ซีพียูของแอปเปิลเองชื่อ Apple A4 ความเร็ว 1GHz</li>
<li>หน่วยความจำภายในเครื่อง (Internal Memory) 16 GB 32 GB และ 64GB</li>
<li>Wi-Fi แบบ Wireless-B,G และ N รวมไปถึงรุ่นที่มีระบบ 3G ด้วย</li>
<li>อุปกรณ์เสริมอื่นๆ ครบครัน GPS, Accelerometer</li>
<li>ทำงานต่อเนื่องได้สูงสุด ถึง 10 ชั่วโมง!</li>
</ul>
<p><a href="http://www.apple.com/ipad/specs/"><br />
</a></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh6.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CCoot3J0I/AAAAAAAADOs/UCiwBWxzPk8/s400/apple-creation-0097-rm-eng.jpg" /></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh5.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CCo-0NeXI/AAAAAAAADOw/QKgQg2eH8M8/s400/apple-creation-0096-rm-eng.jpg" /></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh4.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CKcLK7GJI/AAAAAAAADPQ/N6pXuCKEgqQ/s400/apple-creation-0200-rm-eng.jpg" /></p>
<p>สำหรับโปรแกรมที่มากับเครื่อง สิ่งที่สตีฟ จ็อบส์ เดโมให้ดูบนเวทีคือ</p>
<ul>
<li>ท่องเว็บด้วย Mobile Safari (ที่จอใหญ่กว่า iPhone แสดงผลเว็บเพจได้เต็มตากว่า แต่ยังไม่มี Flash เหมือนเดิม <img src='http://www.hostyim.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> )</li>
<li>โปรแกรมอีเมลแบบ 2 คอลัมน์ แสดงรายการเมล และเนื้อเมลได้พร้อมๆ กัน</li>
<li>โปรแกรมดูรูปภาพที่เชื่อมต่อกับ iPhoto ได้ แสดงภาพบนแผนที่ Google Maps ได้</li>
<li>iTunes บนนี้หน้าตาจะกึ่งๆ ระหว่างเวอร์ชันบนเดสก์ท็อปกับบน iPhone แน่นอนว่ามี iTunes Store ในตัว</li>
<li>Google Maps พร้อม Street View, ดูวิดีโอ HD จาก YouTube, ซื้อหนังผ่านเน็ตได้</li>
</ul>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh4.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CF0K7TbeI/AAAAAAAADPA/RRf6XmTQONU/s400/apple-creation-0128-rm-eng.jpg" /></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh4.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CF0F9P33I/AAAAAAAADPE/TkI8CvToMiE/s400/apple-creation-0154-rm-eng.jpg" /></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh4.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CF0PN7-vI/AAAAAAAADPI/waroYPRmHKk/s400/apple-creation-0159-rm-eng.jpg" /></p>
<p>สำหรับโปรแกรมจากนักพัฒนาภายนอก</p>
<ul>
<li>แอปเปิลบอกว่า หน้าจอจะใหญ่เป็น 4 เท่าของ iPhone (หรือ 2 เท่าถ้าวัดตามความยาว) เอาโปรแกรมเดิมบน iPhone มาขยายแล้วใช้ได้ทันที (แต่ตัวหนังสือจะใหญ่แปลกๆ ไปนิด สุดท้ายแล้วคงต้องรองรับหน้าจอ 2 แบบอยู่ดี?)</li>
<li>โปรแกรมที่จ่ายเงินซื้อบน iPhone ไปแล้ว ใช้ได้บน iPad เลยไม่ต้องซื้อใหม่</li>
<li>การพัฒนาโปรแกรมใช้ iPhone SDK รุ่นใหม่ที่ออกวันนี้ได้เลย</li>
<li>iPad จะมีหน้าเฉพาะบน App Store แสดงโปรแกรมที่เขียนมาเฉพาะ iPad ให้เห็นชัดๆ นอกจากโปรแกรมที่มีอยู่แล้วสำหรับ iPhone</li>
</ul>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh4.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CKcZROSlI/AAAAAAAADPU/llzUdDGWSZ4/s400/apple-creation-0240-rm-eng.jpg" /></p>
<p>ที่ผมว่าน่าสนใจคือโปรแกรมของหนังสือพิมพ์ The New York Times ที่คล้ายกับเวอร์ชันบน iPhone แต่พอจอมันใหญ่แล้วดูดีขึ้นมาก เริ่มให้อารมณ์เหมือนกระดาษจริง แต่เหนือกว่าตรงที่เล่นภาพและวิดีโอได้ในตัว (ยังกะหนังสือพิมพ์ใน Harry Potter)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh4.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CKcm2JIbI/AAAAAAAADPY/Ej7NYEKrizM/s400/apple-creation-0259-rm-eng.jpg" /></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh5.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CKc93VWuI/AAAAAAAADPc/EdkU2Jf6Bp4/s400/apple-creation-0263-rm-eng.jpg" /></p>
<p>โปรแกรมอื่นๆ ที่เดโมได้แก่ เกมจาก Gameloft และ EA, โปรแกรมวาดภาพ Brushes ซึ่งพอมีจอใหญ่แล้วเหมือนกระดาษวาดภาพจริงๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh3.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CMFlHMLBI/AAAAAAAADPk/ahv6DPGmwQI/s400/apple-creation-0287-rm-eng.jpg" /></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh4.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CMF6LEqvI/AAAAAAAADPo/zdTBiHtjWdU/s400/apple-creation-0275-rm-eng.jpg" /></p>
<p>ของเด็ดอยู่สุดท้ายเช่นเดิมครับ <strong>iBooks</strong> ร้านขายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ของแอปเปิลเอง ชนกับ Kindle ของ Amazon ตรงๆ เปิดตัวพร้อมกับสำนักพิมพ์รายใหญ่ 5 รายเป็นพันธมิตร</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หน้าตาของร้านขายหนังสือเหมือนกับซื้อหนัง-เพลงบน iTunes Store มาก ไม่แน่ใจว่าใช้นอก iPad ได้หรือไม่ ตัวหนังสือใช้ฟอร์แมต ePub มาตรฐาน อันนี้ผิดวิสัยแอปเปิลอย่างแรง แต่ก็เป็นประโยชน์กับผู้ใช้แน่ๆ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh5.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CMF-fRHcI/AAAAAAAADPs/SVTCHETDcqU/s400/apple-creation-0306-rm-eng.jpg" /></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh3.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CM0Xn5JFI/AAAAAAAADP0/NJJmC6ospjM/s400/apple-creation-0307-rm-eng.jpg" /></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh4.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CM0mB5QsI/AAAAAAAADP4/SoRCG2yve3I/s400/apple-creation-0308-rm-eng.jpg" /></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh3.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CM0vxk1MI/AAAAAAAADP8/GAM_tADT0Ck/s400/apple-creation-0305-rm-eng.jpg" /></p>
<p>ของเด็ดอย่างที่สอง <strong>iWork</strong> พร้อม UI ใหม่ที่ปรับแต่งมาสำหรับจอสัมผัสโดยเฉพาะ จากภาพข้างล่างเรียงลำดับ Pages, Keynote, Numbers</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>การสั่งงานจะคลิกที่วัตถุแล้วมีเมนูแบบ pop-up ขึ้นมาให้เลือก เราจะเห็นเมนูอันนี้เกือบทุกที่ใน iPad น่าสนใจว่าจะเอากลับมายัดลง iPhone ได้ไหม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>iWork ไม่ฟรี ขายแยกเป็นโปรแกรม โปรแกรมละ 9.99 ดอลลาร์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh6.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2COIQBQ9wI/AAAAAAAADQE/6h03vuQ1rsA/s400/apple-creation-0331-rm-eng.jpg" /></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh6.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2COIVfAtVI/AAAAAAAADQI/cDFOTa2Cfjs/s400/apple-creation-0330-rm-eng.jpg" /></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh5.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2COInIa0gI/AAAAAAAADQM/_QtpF6Xm4NE/s400/apple-creation-0333-rm-eng.jpg" /></p>
<p>สำหรับการพิมพ์บน iPad ต้องใช้คีย์บอร์ดบนหน้าจอ จากเดโม Phil Schiller จะต้องพลิกเครื่องมาเป็นแนวนอนเพื่อพิมพ์ (ผมยังจินตนาการไม่ค่อยออกว่ามันจะพิมพ์ง่ายจริงๆ เหรอ) ส่วนกรณีของ Numbers ถ้าแก้ไขตัวเลข จะเจอ Numpad แทนคีย์บอร์ดเต็ม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh3.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CCo9Pvi4I/AAAAAAAADO0/Sx4Sf2tLask/s400/apple-creation-0109-rm-eng.jpg" /></p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh5.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CQWux67cI/AAAAAAAADQU/jlFCg9GUjCs/s400/apple-creation-0349-rm-eng.jpg" /></p>
<p>ท่าพิมพ์บนตัก นายแบบโดย Jonathan Ive หัวหน้าทีมออกแบบของแอปเปิล</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center"><a href="http://picasaweb.google.com/lh/photo/h9V1VfV8OdUqEKt8htbdRw?feat=embedwebsite"><img alt="" src="http://lh6.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CU1_XC6YI/AAAAAAAADQs/lsqZYtA9CXA/s400/apple-creation-0416-rm-eng.jpg" /></a></p>
<ul>
<li>iPad ต่อเชื่อมกับ iTunes ผ่านสาย USB ได้เช่นเดียวกับ iPhone/iPod</li>
<li>การ ต่อเน็ตผ่าน 3G ในสหรัฐจะใช้เครือข่าย AT&amp;T เช่นเดิม คิดค่าบริการเดือนละ 14.99 ดอลลาร์ (250 MB) หรือ 29.99 ดอลลาร์ (ไม่จำกัด) ที่สำคัญ<strong>ไม่ติดสัญญา</strong> ยกเลิกเมื่อไรก็ได้</li>
<li>ช่องเสียบ SIM ต้องใช้ซิมแบบใหม่ micro SIM</li>
<li>iPad รุ่น 3G จะไม่ล็อคเครื่อง อันล็อคมาให้ตั้งแต่ต้น!!!</li>
<li>แอปเปิลคาดว่าจะทำสัญญากับเครือข่ายมือถือนอกสหรัฐ ได้ประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม</li>
</ul>
<p><strong>ราคา</strong></p>
<ul>
<li>รุ่นถูกสุด 499 ดอลลาร์! (17,000 บาท) ความจำ 16GB ไม่มี 3G ต่อ Wi-Fi เท่านั้น</li>
<li>รุ่น 32GB ไม่มี 3G &#8211; 599 ดอลลาร์</li>
<li>รุ่น 64GB ไม่มี 3G &#8211; 699 ดอลลาร์</li>
<li>รุ่น 16GB มี 3G &#8211; 629 ดอลลาร์ (21,000 บาท)</li>
<li>รุ่น 32GB มี 3G &#8211; 729 ดอลลาร์</li>
<li>รุ่นท็อป 64GB มี 3G &#8211; 829 ดอลลาร์ (28,000 บาท)</li>
</ul>
<p>ราคานี้ เป็นราคาที่ขายใน USA เมื่อขนส่งมาถึงประเทศไทยแล้วคงจะไม่ใช่ราคานี้</p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh5.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CTJurCYcI/AAAAAAAADQc/xY987Vbjn3w/s400/apple-creation-0378-rm-eng.jpg" /></p>
<p>อุปกรณ์เสริมที่โชว์คือ Keyboard + Dock</p>
<p>&nbsp;</p>
<p align="center"><img alt="" src="http://lh5.ggpht.com/_lUXeJR9f4Yk/S2CTJwvZvzI/AAAAAAAADQg/7Ko_3XuO8n4/s400/apple-creation-0384-rm-eng.jpg" /></p>
<p><strong>ข้อมูลอื่นๆ</strong></p>
<ul>
<li>ไม่มี USB มีเฉพาะพอร์ตพิเศษของแอปเปิล Dock connector ซึ่งตัวสายจะต่อกับ USB ฝั่งคอมพิวเตอร์ได้</li>
<li>ไม่มีช่องเสียบ SD หรือหน่วยความจำภายนอก อยากต่อกล้อง ต้องซื้ออุปกรณ์เสริม ที่แปลง Dock connector เป็น SD หรือ USB</li>
<li>ไม่มีฟังก์ชันโทรศัพท์</li>
<li>มีไมโครโฟนในตัว อย่างน้อยคุยผ่าน Skype ได้?</li>
<li>มีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm</li>
<li>แอปเปิลไม่ได้พูดถึงมัลติทาสกิ้ง และไม่มีเรื่อง notification ระหว่างโปรแกรมด้วยเช่นกัน (อาจจะมี)</li>
</ul>
<p><strong>บทวิเคราะห์ (เบื้องต้น)</strong></p>
<ul>
<li>iPad เป็นสิ่งที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง iPhone กับโน้ตบุ๊กปกติ จากหน้าจอของโปรแกรมทั้งหมด จะเห็นว่ามันมีฟีเจอร์มากกว่าเวอร์ชันบนมือถือ แต่ไม่เท่าเวอร์ชันเดสก์ท็อป ซึ่งแน่นอนว่าจับตลาดผู้ใช้ที่ไม่ต้องการฟีเจอร์มากมายนัก โดยยอมแลกกับความสะดวกในการพกพา</li>
<li>แต่ยุทธศาสตร์นี้เกิดคำถาม ขึ้นมาทันทีว่า เอาเข้าจริงแล้ว เราจะพกอะไร? โทรศัพท์ต้องพกกันอยู่แล้ว แต่อุปกรณ์อีกชิ้นควรเป็น iPad หรือโน้ตบุ๊กกันแน่? ถ้าเกิดใช้ๆ ไปแล้ว iPad ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จะต้องพกโน้ตบุ๊กติดตัวอีกเครื่องด้วยไหม? หรือว่า iPad จะเป็น &#8220;อุปกรณ์ชิ้นที่สาม&#8221; เอาไว้นอนอ่านเล่นๆ บนเตียงที่บ้าน ยามที่ไม่ได้ทำงานอะไรหนักๆ โหดๆ เท่านั้น อันนี้แอปเปิลคงมีคำตอบอยู่แล้ว</li>
<li>เรื่องโปรแกรม ผมคิดว่าเป็นไปได้ยากที่จะเอาโปรแกรมบน iPhone มารันแบบขยายหน้าจอได้โดยตรง (แม้ว่าจะทำได้ แต่ในทางปฏิบัติคงไม่เหมาะนัก) แปลว่าสุดท้ายแอปเปิลจะมีแพลตฟอร์มถึง 3 ระดับ (แม้จะแชร์โค้ดกันเยอะพอสมควร) สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ fragmentation ของนักพัฒนา (คำถามจำพวกว่า เราจะเขียนโปรแกรมลงเครื่องไหนดี?) อันนี้ผมก็เชื่อว่า แอปเปิลเตรียมคิดมาแล้ว รอดูกันต่อไป</li>
<li>ฟีเจอร์ที่ผมสนใจคือ iBooks ในแง่เทคโนโลยีคงไม่มีอะไรต่างจาก Kindle แต่จุดชี้วัดความสำเร็จคือ แอปเปิลจะอาศัย iTunes Store ของตัวเองที่ติดตลาดไปแล้ว ขายหนังสือได้ดีแค่ไหน (โดยเฉพาะเมื่อต้องแข่งกับ Kindle)</li>
<li>ฟีเจอร์อีกอันที่สำคัญคือ iWork ซึ่งไม่รู้ว่าเอาจริงแล้วจะเวิร์คแค่ไหน โดยเฉพาะการพิมพ์เอกสารที่ต้องอาศัยคีย์บอร์ดบนหน้าจอ ถ้าทำได้ดี นี่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของโปรแกรมตระกูลสำนักงานเลย</li>
<li>เนื่อง จาก iPad ไม่มีฟังก์ชันโทรศัพท์ การทำงานร่วมกับ iPhone จะเป็นอย่างไร เช่น จัดตารางนัดใน iPad แล้วสั่งให้โทรออกด้วย iPhone ได้หรือไม่ ตอนนี้อาจจะยังไม่ได้ แต่พวกนี้เป็นเรื่องของซอฟต์แวร์ เดี๋ยวคงทำได้ในรุ่นถัดๆ ไปตามสไตล์</li>
<li>เรื่องราคาต้องนับว่า เป็นจุดขายที่สำคัญที่สุดของ iPad ครับ รุ่นล่างสุดถือว่าถูกมาก แต่ผมคิดว่าการใช้งานจริง อาจต้องมองที่รุ่น 3G มากกว่าหรือเปล่า (เพื่อการเชื่อมต่อทุกที่ทุกเวลา) การคำนวณราคารวมจึงต้องบวกค่าใช้บริการ 3G เข้าไปด้วย ผมว่ารุ่นน่าสนใจที่สุดคือ 16GB+3G ที่ 629 ดอลลาร์ครับ (ถ้าเป็นในสหรัฐนะ)</li>
<li>สุดท้ายเป็นเรื่องภาษาไทย จากข้อมูลบนหน้าเว็บของแอปเปิล ยังไม่มีคีย์บอร์ดภาษาไทย (เรื่องอ่านไม่น่าจะมีปัญหา?) แต่ด้วยขนาดของคีย์บอร์ดบนหน้าจอที่ใหญ่พอสมควร จะยัดแป้นพิมพ์ภาษาไทยลงไปคงไม่ยากเท่าหน้าจอบนมือถือ มีที่ว่างพอสำหรับคีย์บอร์ดแบบ TIS-820 อันนี้ต้องรอดูกันต่อไป</li>
</ul>
<p align="center"><img alt="" src="http://wannapizzle.files.wordpress.com/2010/04/ipad2-8423305.jpg" /></p>
<p><em>ขอขอบคุณ แหล่งข้อมูล : <a href="http://blognone.com/node/14827">Blognone</a> by <a title="Read mk's latest blog entries." href="http://blognone.com/blog/mk">mk</a><br />
อ้างอิงจาก : <a href="http://i.engadget.com/2010/01/27/live-from-the-apple-tablet-latest-creation-event/">Engadget</a> ,<a href="http://live.gizmodo.com/">Gizmodo</a></em>
<p style="margin-top:20px; color:#444;">เข้าชม : 4904 ครั้ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hostyim.com/blog/apple-ipad-released/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการใช้งาน/คู่มือการใช้งาน DirectAdmin</title>
		<link>http://www.hostyim.com/blog/how-to-use-directadmin/</link>
		<comments>http://www.hostyim.com/blog/how-to-use-directadmin/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 28 Jan 2010 10:00:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bright</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tutorials]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hostyim.com/blog/?p=29</guid>
		<description><![CDATA[วิธีการใช้งาน DirectAdmin (PDF) หมวดหมู่ -วิธีการเปลี่ยนรหัสผ่าน User -วิธีการสำรองและกู้คืนข้อมูล -วิธีการตั้งค่าโดเมนเนม -ระบบจัดการไฟล์ -Forwarders (E-mail Forwards) -การจัดการ FTP -ข้อมูลการเข้าใช้งาน [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="text-decoration: underline;">วิธีการใช้งาน DirectAdmin (PDF)</span><br />
หมวดหมู่ </strong><br />
<a href="http://www.hostyim.com/da/change_password.pdf">-วิธีการเปลี่ยนรหัสผ่าน User</a><br />
<a href="http://www.hostyim.com/da/Create_Restore_Backup.pdf">-วิธีการสำรองและกู้คืนข้อมูล</a><br />
<a href="http://www.hostyim.com/da/Domain%20Setup.pdf">-วิธีการตั้งค่าโดเมนเนม</a><br />
<a href="http://www.hostyim.com/da/File%20Manager.pdf">-ระบบจัดการไฟล์</a><br />
<a href="http://www.hostyim.com/da/Forwarders.pdf">-Forwarders (E-mail Forwards)</a><br />
<a href="http://www.hostyim.com/da/FTP_Management.pdf">-การจัดการ FTP </a><br />
<a href="http://www.hostyim.com/da/Login%20History.pdf">-ข้อมูลการเข้าใช้งาน Control Panel ย้อนหลัง (Login History)</a><br />
<a href="http://www.hostyim.com/da/Mail_Accounts.pdf">-การสร้าง E-mail Account </a><br />
<a href="http://www.hostyim.com/da/MySQL_Management.pdf">-ระบบฐานข้อมูล Mysql </a><br />
<a href="http://www.hostyim.com/da/Password%20Protected%20Directories.pdf">-การใส่รหัสผ่านให้กับ Folder (Password Protected Directory) </a><br />
<a href="http://www.hostyim.com/da/Site%20Summary%20statistics%20logs.pdf">-Site Summary ส่วนของการดูสถิติการใช้งาน</a><br />
<a href="http://www.hostyim.com/da/SPAM%20Filters.pdf">-Spam Filters การตั้งค่าการป้องกัน Spam E-mail</a><br />
<a href="http://www.hostyim.com/da/Subdomain%20Management.pdf">-การเพิ่ม Sub-Domain </a></p>
<p><strong>การเข้าใช้งาน Control Panel DirectAdmin</strong><br />
คุณสามารถเข้าใช้งานได้จาก http://เว็บไซต์ของคุณ.ดอท:2222/</p>
<p><strong>Name Server ของ HostYim</strong><br />
คุณสามารถดูได้จากรายละเอียดที่แนบไปยังอีเมลล์สมัครใช้บริการ
<p style="margin-top:20px; color:#444;">เข้าชม : 16028 ครั้ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hostyim.com/blog/how-to-use-directadmin/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการใช้งาน และ การติดตั้ง FileZilla ในการอัพโหลดไฟล์ขึ้นบนเว็บไซต์!</title>
		<link>http://www.hostyim.com/blog/how-to-upload-website-using-filezilla/</link>
		<comments>http://www.hostyim.com/blog/how-to-upload-website-using-filezilla/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 28 Jan 2010 09:36:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bright</dc:creator>
				<category><![CDATA[Tutorials]]></category>
		<category><![CDATA[filezilla]]></category>
		<category><![CDATA[filezilla download]]></category>
		<category><![CDATA[การอัพโหลดเว็บไซต์]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้งาน filezilla]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้งาน ftp]]></category>
		<category><![CDATA[อัพโหลดเว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hostyim.com/blog/?p=25</guid>
		<description><![CDATA[คุณสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม FileZilla FTP Client ได้จากที่นี่! สำหรับ Windows XP, Vista, Windows 7 และ Windows 8 Version [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>คุณสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม FileZilla FTP Client ได้จากที่นี่!</strong></span></p>
<p><em><strong>สำหรับ Windows XP, Vista, Windows 7 และ Windows 8</strong></em><br />
<span style="text-decoration: underline;"><strong>Version 3.7.3</strong></span><br />
<a title="FileZilla_3.7.3_win32-setup.exe" href="http://www.hostyim.com/download/FileZilla_3.7.3_win32-setup.exe">FileZilla_3.7.3_win32-setup.exe</a> (Mirror 1 &#8211; Hostyim.com)<br />
<a title="FileZilla_3.7.3_win32-setup.exe" href="http://download.filezilla-project.org/FileZilla_3.7.3_win32-setup.exe">FileZilla_3.7.3_win32-setup.exe</a> (Mirror 2 &#8211; Filezilla-project.org)</p>
<p><strong><em><br />
สำหรับ MAC OS X (10.5 ขึ้นไป)<br />
</em><span style="text-decoration: underline;">Version 3.7.3</span></strong><br />
<a title="FileZilla_3.7.3_i686-apple-darwin9.app.tar.bz2" href="http://sourceforge.net/projects/filezilla/files/FileZilla_Client/3.7.3/FileZilla_3.7.3_i686-apple-darwin9.app.tar.bz2/download">FileZilla_3.7.3_win32-setup.exe</a> (Mirror &#8211; Sourceforge.net)</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong><br />
วิธีการติดตั้ง FileZilla! สำหรับ Windows</strong></span><br />
1.ดาวน์โหลดโปรแกรม Filezilla จากลิ้งค์ด้านบนนี้<br />
2.ทำการดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์ที่ดาวน์โหลดมา<br />
<strong><img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/xfilezilla_step2.gif.pagespeed.ic.cm2Guyn51s.png" /></strong></p>
<p>3.จะขึ้นหน้าต่างดังภาพด้านล่างนี้ ให้กดปุ่ม <strong>&#8220;I Agree&#8221;</strong></p>
<p><img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/xfilezilla_step3.gif.pagespeed.ic.WZPiFYqdD8.png" /></p>
<p>4.จากนั้นให้เลือกที่ <strong>Anyone who uses this computer (all user)</strong> จากนั้นให้คลิกที่ปุ่ม <strong>&#8220;Next&#8221;</strong><br />
<img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/xfilezilla_step4.gif.pagespeed.ic.eVmG1VaFk-.png" /></p>
<p>5.ให้ติกเลือกทุกอัน ตามภาพ จากนั้นให้คลิกที่ปุ่ม <strong>&#8220;Next&#8221;</strong><br />
<img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/xfilezilla_step5.gif.pagespeed.ic.s4wNy25PWS.png" /></p>
<p>6.ให้เลือกตำแหน่งที่ต้องการติดตั้ง หรือจะไม่ต้องเลือกก็ได้ โปรแกรมเลือกมาให้อยู่แล้ว หลังจากนั้น ให้คลิกที่ปุ่ม <strong>&#8220;Next&#8221;</strong><br />
<img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/xfilezilla_step6.gif.pagespeed.ic.Z6YJrlExi-.png" /></p>
<p>7.จากนั้นให้คลิกที่ปุ่ม <strong>&#8220;Install&#8221;</strong> รอจนการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์!<br />
<img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/xfilezilla_step7.gif.pagespeed.ic.UIQQU5CrhC.png" /></p>
<p>8.เมื่อการติดตั้งเสร็จเรียบร้อยจะได้ดังภาพด้านล่างนี้ จากนั้น ให้คลิกที่ปุ่ม <strong>&#8220;Finish&#8221;</strong>! <strong>การติดตั้งเป็นอันเสร็จเรียบร้อย</strong><br />
<img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/xfilezilla_step8.gif.pagespeed.ic.jGfmlHECZq.png" /></p>
<hr />
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>วิธีการใช้งาน FileZilla!</strong></span></p>
<p>1.คลิก เปิดโปรแกรม FileZilla ขึ้นมา<br />
<img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/xfh_1.gif.pagespeed.ic.s5bWT1oWqa.png" /></p>
<p>2.เมื่อเปิดโปรแกรมแล้ว จะได้ดังรูปภาพด้านล่างนี้<br />
<img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/xfh_2.gif.pagespeed.ic.FZyt0OLbLz.png" /></p>
<p>3.จากนั้นให้ท่านกรอก รายละเอียดต่อไปนี้<br />
-โฮสต์ คือ ชื่อเว็บไซต์ของท่าน เช่น hostyim.com เป็นต้น<br />
-ชื่อผู้ใช้ คือ ชื่อผู้ใช้งานของ FTP ปกติจะเป็น Username เดียวกันกับ DirectAdmin<br />
-รหัสผ่าน คือ รหัสผ่านของ FTP ปกติจะเป็น Password เดียวกันกับ DirectAdmin<br />
-พอร์ต คือ พอร์ตของ FTP คือ <strong>21</strong></p>
<p><img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/xfh_3.gif.pagespeed.ic.rl08y5qy_B.png" /></p>
<p>4.ตำแหน่งที่ท่านจะใช้ในการอัพโหลดไฟล์ของเว็บไซต์ท่านคือ Folders : Public_html ใช้สำหรับเก็บไฟล์เว็บไซต์ โดยให้ท่านดับเบิ้ลคลิกที่ Folders <strong>Public_html</strong> ดังรูปภาพ<br />
หมายเหตุ : หากไม่เจอ Folder ดังกล่าว ให้คลิกที่ Folder : domains &gt; yourdomain.com &gt; public_html<br />
<img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/xfh_4.gif.pagespeed.ic.NcMG8WqC_S.png" /></p>
<p>5.จากนั้น ให้ท่านเลือกไฟล์เว็บไซต์ที่ต้องการอัพโหลด โดยท่านสามารถลากไฟล์เข้าไปใส่ในโฟล์เดอร์ Public_html ในโปรแกรมได้ทันที<br />
<img alt="" src="http://www.hostyim.com/apic/xfh_5.gif.pagespeed.ic.chqqJBkKad.png" /></p>
<p><strong>เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถอัพโหลดเว็บไซต์ของคุณได้แล้ว!<br />
*คำแนะนำ : หน้าที่จะให้แสดงเป็นเป็นหน้าหลักของเว็บไซต์ จะต้องใช้ชื่อ index.php และ index.html เท่านั้น</strong>
<p style="margin-top:20px; color:#444;">เข้าชม : 24280 ครั้ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hostyim.com/blog/how-to-upload-website-using-filezilla/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
