Apple iPad เปิดตัวแล้ว ราคาไม่แพงอย่างที่คิด เริ่มต้นเพียง US$499

Apple iPad
หลายคนคงเคยได้ใช้ iPhone มาแล้ว ซึ่ง iPad นี่เองคือ “iPhone ยักษ์” นั่นเอง ใครที่ได้เล่นมาแล้วก็จะรู้ว่าสุดยอดขนาดไหน!

iPad คืออะไร?

iPad คือ Tablet PC หรือ คอมพิวเตอร์พกพา จอสัมผัส จากบริษัท Apple ที่ออกวางจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ $499 USD เท่านั้นเอง

Spec เบื้องต้น ของ iPad มีดังนี้

  • หน้าจอ 9.7 นิ้ว ความละเอียด 1024×768
  • ความหนา 0.5 นิ้ว
  • หนัก 1.5 ปอนด์ (0.7 กิโลกรัม)
  • ใช้ซีพียูของแอปเปิลเองชื่อ Apple A4 ความเร็ว 1GHz
  • หน่วยความจำภายในเครื่อง (Internal Memory) 16 GB 32 GB และ 64GB
  • Wi-Fi แบบ Wireless-B,G และ N รวมไปถึงรุ่นที่มีระบบ 3G ด้วย
  • อุปกรณ์เสริมอื่นๆ ครบครัน GPS, Accelerometer
  • ทำงานต่อเนื่องได้สูงสุด ถึง 10 ชั่วโมง!


สำหรับโปรแกรมที่มากับเครื่อง สิ่งที่สตีฟ จ็อบส์ เดโมให้ดูบนเวทีคือ

  • ท่องเว็บด้วย Mobile Safari (ที่จอใหญ่กว่า iPhone แสดงผลเว็บเพจได้เต็มตากว่า แต่ยังไม่มี Flash เหมือนเดิม :P )
  • โปรแกรมอีเมลแบบ 2 คอลัมน์ แสดงรายการเมล และเนื้อเมลได้พร้อมๆ กัน
  • โปรแกรมดูรูปภาพที่เชื่อมต่อกับ iPhoto ได้ แสดงภาพบนแผนที่ Google Maps ได้
  • iTunes บนนี้หน้าตาจะกึ่งๆ ระหว่างเวอร์ชันบนเดสก์ท็อปกับบน iPhone แน่นอนว่ามี iTunes Store ในตัว
  • Google Maps พร้อม Street View, ดูวิดีโอ HD จาก YouTube, ซื้อหนังผ่านเน็ตได้

สำหรับโปรแกรมจากนักพัฒนาภายนอก

  • แอปเปิลบอกว่า หน้าจอจะใหญ่เป็น 4 เท่าของ iPhone (หรือ 2 เท่าถ้าวัดตามความยาว) เอาโปรแกรมเดิมบน iPhone มาขยายแล้วใช้ได้ทันที (แต่ตัวหนังสือจะใหญ่แปลกๆ ไปนิด สุดท้ายแล้วคงต้องรองรับหน้าจอ 2 แบบอยู่ดี?)
  • โปรแกรมที่จ่ายเงินซื้อบน iPhone ไปแล้ว ใช้ได้บน iPad เลยไม่ต้องซื้อใหม่
  • การพัฒนาโปรแกรมใช้ iPhone SDK รุ่นใหม่ที่ออกวันนี้ได้เลย
  • iPad จะมีหน้าเฉพาะบน App Store แสดงโปรแกรมที่เขียนมาเฉพาะ iPad ให้เห็นชัดๆ นอกจากโปรแกรมที่มีอยู่แล้วสำหรับ iPhone

ที่ผมว่าน่าสนใจคือโปรแกรมของหนังสือพิมพ์ The New York Times ที่คล้ายกับเวอร์ชันบน iPhone แต่พอจอมันใหญ่แล้วดูดีขึ้นมาก เริ่มให้อารมณ์เหมือนกระดาษจริง แต่เหนือกว่าตรงที่เล่นภาพและวิดีโอได้ในตัว (ยังกะหนังสือพิมพ์ใน Harry Potter)

 

โปรแกรมอื่นๆ ที่เดโมได้แก่ เกมจาก Gameloft และ EA, โปรแกรมวาดภาพ Brushes ซึ่งพอมีจอใหญ่แล้วเหมือนกระดาษวาดภาพจริงๆ

 

ของเด็ดอยู่สุดท้ายเช่นเดิมครับ iBooks ร้านขายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ของแอปเปิลเอง ชนกับ Kindle ของ Amazon ตรงๆ เปิดตัวพร้อมกับสำนักพิมพ์รายใหญ่ 5 รายเป็นพันธมิตร

 

หน้าตาของร้านขายหนังสือเหมือนกับซื้อหนัง-เพลงบน iTunes Store มาก ไม่แน่ใจว่าใช้นอก iPad ได้หรือไม่ ตัวหนังสือใช้ฟอร์แมต ePub มาตรฐาน อันนี้ผิดวิสัยแอปเปิลอย่างแรง แต่ก็เป็นประโยชน์กับผู้ใช้แน่ๆ

 

ของเด็ดอย่างที่สอง iWork พร้อม UI ใหม่ที่ปรับแต่งมาสำหรับจอสัมผัสโดยเฉพาะ จากภาพข้างล่างเรียงลำดับ Pages, Keynote, Numbers

 

การสั่งงานจะคลิกที่วัตถุแล้วมีเมนูแบบ pop-up ขึ้นมาให้เลือก เราจะเห็นเมนูอันนี้เกือบทุกที่ใน iPad น่าสนใจว่าจะเอากลับมายัดลง iPhone ได้ไหม

 

iWork ไม่ฟรี ขายแยกเป็นโปรแกรม โปรแกรมละ 9.99 ดอลลาร์

 

สำหรับการพิมพ์บน iPad ต้องใช้คีย์บอร์ดบนหน้าจอ จากเดโม Phil Schiller จะต้องพลิกเครื่องมาเป็นแนวนอนเพื่อพิมพ์ (ผมยังจินตนาการไม่ค่อยออกว่ามันจะพิมพ์ง่ายจริงๆ เหรอ) ส่วนกรณีของ Numbers ถ้าแก้ไขตัวเลข จะเจอ Numpad แทนคีย์บอร์ดเต็ม

 

ท่าพิมพ์บนตัก นายแบบโดย Jonathan Ive หัวหน้าทีมออกแบบของแอปเปิล

 

  • iPad ต่อเชื่อมกับ iTunes ผ่านสาย USB ได้เช่นเดียวกับ iPhone/iPod
  • การ ต่อเน็ตผ่าน 3G ในสหรัฐจะใช้เครือข่าย AT&T เช่นเดิม คิดค่าบริการเดือนละ 14.99 ดอลลาร์ (250 MB) หรือ 29.99 ดอลลาร์ (ไม่จำกัด) ที่สำคัญไม่ติดสัญญา ยกเลิกเมื่อไรก็ได้
  • ช่องเสียบ SIM ต้องใช้ซิมแบบใหม่ micro SIM
  • iPad รุ่น 3G จะไม่ล็อคเครื่อง อันล็อคมาให้ตั้งแต่ต้น!!!
  • แอปเปิลคาดว่าจะทำสัญญากับเครือข่ายมือถือนอกสหรัฐ ได้ประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม

ราคา

  • รุ่นถูกสุด 499 ดอลลาร์! (17,000 บาท) ความจำ 16GB ไม่มี 3G ต่อ Wi-Fi เท่านั้น
  • รุ่น 32GB ไม่มี 3G – 599 ดอลลาร์
  • รุ่น 64GB ไม่มี 3G – 699 ดอลลาร์
  • รุ่น 16GB มี 3G – 629 ดอลลาร์ (21,000 บาท)
  • รุ่น 32GB มี 3G – 729 ดอลลาร์
  • รุ่นท็อป 64GB มี 3G – 829 ดอลลาร์ (28,000 บาท)

ราคานี้ เป็นราคาที่ขายใน USA เมื่อขนส่งมาถึงประเทศไทยแล้วคงจะไม่ใช่ราคานี้

อุปกรณ์เสริมที่โชว์คือ Keyboard + Dock

 

ข้อมูลอื่นๆ

  • ไม่มี USB มีเฉพาะพอร์ตพิเศษของแอปเปิล Dock connector ซึ่งตัวสายจะต่อกับ USB ฝั่งคอมพิวเตอร์ได้
  • ไม่มีช่องเสียบ SD หรือหน่วยความจำภายนอก อยากต่อกล้อง ต้องซื้ออุปกรณ์เสริม ที่แปลง Dock connector เป็น SD หรือ USB
  • ไม่มีฟังก์ชันโทรศัพท์
  • มีไมโครโฟนในตัว อย่างน้อยคุยผ่าน Skype ได้?
  • มีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm
  • แอปเปิลไม่ได้พูดถึงมัลติทาสกิ้ง และไม่มีเรื่อง notification ระหว่างโปรแกรมด้วยเช่นกัน (อาจจะมี)

บทวิเคราะห์ (เบื้องต้น)

  • iPad เป็นสิ่งที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง iPhone กับโน้ตบุ๊กปกติ จากหน้าจอของโปรแกรมทั้งหมด จะเห็นว่ามันมีฟีเจอร์มากกว่าเวอร์ชันบนมือถือ แต่ไม่เท่าเวอร์ชันเดสก์ท็อป ซึ่งแน่นอนว่าจับตลาดผู้ใช้ที่ไม่ต้องการฟีเจอร์มากมายนัก โดยยอมแลกกับความสะดวกในการพกพา
  • แต่ยุทธศาสตร์นี้เกิดคำถาม ขึ้นมาทันทีว่า เอาเข้าจริงแล้ว เราจะพกอะไร? โทรศัพท์ต้องพกกันอยู่แล้ว แต่อุปกรณ์อีกชิ้นควรเป็น iPad หรือโน้ตบุ๊กกันแน่? ถ้าเกิดใช้ๆ ไปแล้ว iPad ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จะต้องพกโน้ตบุ๊กติดตัวอีกเครื่องด้วยไหม? หรือว่า iPad จะเป็น “อุปกรณ์ชิ้นที่สาม” เอาไว้นอนอ่านเล่นๆ บนเตียงที่บ้าน ยามที่ไม่ได้ทำงานอะไรหนักๆ โหดๆ เท่านั้น อันนี้แอปเปิลคงมีคำตอบอยู่แล้ว
  • เรื่องโปรแกรม ผมคิดว่าเป็นไปได้ยากที่จะเอาโปรแกรมบน iPhone มารันแบบขยายหน้าจอได้โดยตรง (แม้ว่าจะทำได้ แต่ในทางปฏิบัติคงไม่เหมาะนัก) แปลว่าสุดท้ายแอปเปิลจะมีแพลตฟอร์มถึง 3 ระดับ (แม้จะแชร์โค้ดกันเยอะพอสมควร) สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ fragmentation ของนักพัฒนา (คำถามจำพวกว่า เราจะเขียนโปรแกรมลงเครื่องไหนดี?) อันนี้ผมก็เชื่อว่า แอปเปิลเตรียมคิดมาแล้ว รอดูกันต่อไป
  • ฟีเจอร์ที่ผมสนใจคือ iBooks ในแง่เทคโนโลยีคงไม่มีอะไรต่างจาก Kindle แต่จุดชี้วัดความสำเร็จคือ แอปเปิลจะอาศัย iTunes Store ของตัวเองที่ติดตลาดไปแล้ว ขายหนังสือได้ดีแค่ไหน (โดยเฉพาะเมื่อต้องแข่งกับ Kindle)
  • ฟีเจอร์อีกอันที่สำคัญคือ iWork ซึ่งไม่รู้ว่าเอาจริงแล้วจะเวิร์คแค่ไหน โดยเฉพาะการพิมพ์เอกสารที่ต้องอาศัยคีย์บอร์ดบนหน้าจอ ถ้าทำได้ดี นี่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของโปรแกรมตระกูลสำนักงานเลย
  • เนื่อง จาก iPad ไม่มีฟังก์ชันโทรศัพท์ การทำงานร่วมกับ iPhone จะเป็นอย่างไร เช่น จัดตารางนัดใน iPad แล้วสั่งให้โทรออกด้วย iPhone ได้หรือไม่ ตอนนี้อาจจะยังไม่ได้ แต่พวกนี้เป็นเรื่องของซอฟต์แวร์ เดี๋ยวคงทำได้ในรุ่นถัดๆ ไปตามสไตล์
  • เรื่องราคาต้องนับว่า เป็นจุดขายที่สำคัญที่สุดของ iPad ครับ รุ่นล่างสุดถือว่าถูกมาก แต่ผมคิดว่าการใช้งานจริง อาจต้องมองที่รุ่น 3G มากกว่าหรือเปล่า (เพื่อการเชื่อมต่อทุกที่ทุกเวลา) การคำนวณราคารวมจึงต้องบวกค่าใช้บริการ 3G เข้าไปด้วย ผมว่ารุ่นน่าสนใจที่สุดคือ 16GB+3G ที่ 629 ดอลลาร์ครับ (ถ้าเป็นในสหรัฐนะ)
  • สุดท้ายเป็นเรื่องภาษาไทย จากข้อมูลบนหน้าเว็บของแอปเปิล ยังไม่มีคีย์บอร์ดภาษาไทย (เรื่องอ่านไม่น่าจะมีปัญหา?) แต่ด้วยขนาดของคีย์บอร์ดบนหน้าจอที่ใหญ่พอสมควร จะยัดแป้นพิมพ์ภาษาไทยลงไปคงไม่ยากเท่าหน้าจอบนมือถือ มีที่ว่างพอสำหรับคีย์บอร์ดแบบ TIS-820 อันนี้ต้องรอดูกันต่อไป

ขอขอบคุณ แหล่งข้อมูล : Blognone by mk
อ้างอิงจาก : Engadget ,Gizmodo

เข้าชม : 627 ครั้ง

Author : Bright

ได้เขียนบทความทั้งหมดจำนวน 10 บทความ.

PHP, C#, VB.NET, JQUERY, Server Management (Linux), Asterisk (VOIP), SEO Specialist, IT Advisor, Business Management