<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความ &#187; Server</title>
	<atom:link href="http://www.hostyim.com/blog/category/server/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.hostyim.com/blog</link>
	<description>บทความ ด้าน IT, Network และ Programming</description>
	<lastBuildDate>Thu, 13 Mar 2025 16:11:08 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.6</generator>
		<item>
		<title>Raid คืออะไร และ ควรเลือก Raid อย่างไร</title>
		<link>http://www.hostyim.com/blog/what-is-raid/</link>
		<comments>http://www.hostyim.com/blog/what-is-raid/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Feb 2010 10:37:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Bright</dc:creator>
				<category><![CDATA[Server]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.hostyim.com/blog/?p=37</guid>
		<description><![CDATA[Raid คืออะไร มีอะไรบ้าง และ การทำงานเป็นอย่างไร RAID (redundant array of independent disks หรือ redundant array of [&#8230;]]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>Raid คืออะไร มีอะไรบ้าง และ การทำงานเป็นอย่างไร</strong></span></p>
<p><b>RAID</b> <strong>(<b>redundant array of independent disks</b> </strong>หรือ<strong> <b>redundant array of inexpensive disks</b>)</strong><br />
คือ การนำ <strong>Harddisk 2 ตัว หรือ มากกว่า</strong> มาต่อเข้าด้วยกันเพื่อให้มองเห็นเป็นอันเดียว เพื่อจุดประสงค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูล หรือ เพิ่มความรวดเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูล ซึ่งแต่ละ Raid จะมีข้อดี และ ข้อเสีย แตกต่างกันออกไป โดยจุดประสงค์หลักๆ คือ การป้องกันข้อมูลสูญหาย และ ประสิทธิภาพในการทำงานที่มากขึ้น<br />
<span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>RAID 0<br />
</strong></span><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>Raid ที่ระดับ 0</strong></span></p>
<p>ระบบ RAID 0 นี้มีรูปแบบการทำงาน ที่เรียกว่า &#8220;Striping หรือ แถบ&#8221; เนื่องจาก ระบบระบบ RAID 0 นี้ มีการจัดการ กับข้อมูลเป็นแนวยาว ในลักษณะของแถบ (ไม่ไ้ด้กระจายไปทั่ว อย่างระบบอื่น) ตัวอย่างเช่น สมมุติว่า ระบบระบบ RAID 0 นั้นประกอบด้วย ดิสก์ 4 ตัว ต่อเชื่อมกัน แถบที่ 0,1,2 และ 3 ก็จะถูกจัดสรรออกไป ให้ดิสก์ที่ 0,1,2 และ 3 ตามลำดับ และสำหรับแุถบต่อจากนั้น คือแถบ 4,5,6,7 ฯลฯ ก็จะหมุนวน สลับกลับไปที่ดิสก์ตัวที่ 0 (แถบที่ 4) , ดิสก์ตัวที่ 1 (แถบ 5) , ดิสก์ตัวที่ 2 (แถบ 6) , ดิสก์ตัวที่ 3 (แถบ 7) ซึ่งปรากฏการ์นี้ จะเกิดหมุนเวียนกันไปเรื่อย จนกว่าข้อมูลจะหมดไปในแต่ละชุด ๆ<strong><br />
</strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><br />
สาเหตุ ที่ระบบ RAID สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ในการใช้งานข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้ ก็เพราะมันช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูล แต่ละแถบได้พร้อม ๆ กันหมด แม้ว่าข้อมูลเหล่านั้น จะถูกจัดเก็บไว้ บนคนละไดรฟ์ก็ตาม หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ มันช่วยให้่มีความเร็วเพิ่มมากขึ้น ในการเข้าถึงข้อมูล เพราะแทนที่จะต้องอาศัฮาร์ดดิสก์ (หรือไดรฟ์) เพียงตัวเดียว ในการระบายข้อมูลซึ่งอาจทำให้ เกิดการทะลักและติดขัด ของข้อมูลได้ แต่ระบบระบบ RAID 0 นี้ จะสามารถทำให้่ ข้อมูลถูกกระจายออกมา จากไดรฟ์ทุกไดรฟ์ ในระบบอย่างพร้อมเพรียงกัน จึงสามารถ เพิ่มความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ได้มากขึ้นหลายเท่าตัว</span><strong><br />
</strong></p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>ตัวอย่าง</strong><br />
Harddisk ขนาด 80 GB เชื่อมต่อกัน 2 ตัว ทำ Raid 0 จะได้ความจุรวม = 160 GB</span></p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>ข้อเสีย</strong><br />
Raid 0 ไม่มีการทำการสำรองข้อมูล Mirroring เมื่อ Harddisk ตัวใดตัวนึงเสีย ข้อมูลจะสูญหายทั้งหมด แต่มีข้อดีคือ อ่านข้อมูลได้เร็ว</span><br />
<span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>RAID 1</strong><br />
<strong>RAID ที่ระดับ 1</strong> </span></p>
<p>จะมีรูปแบบการทำงาน ที่เรียกว่า &#8220;Mirroring&#8221; ซึ่งสามารถ ปกป้องข้อมูล และแก้ไขข้อบกพร่อง เมื่อระบบเกิดปัญหา ได้ดีกว่าระบบ RAID 0 นอกจากนั้น ระบบ RAID 1 นี้ ยังมีความสามารถ ในการ<span style="text-decoration: underline;"><strong>อ่าน</strong></span>ข้อมูล ดีกว่า ระบบ RAID 0 ด้วยในการทำงานของระบบ RAID 1 นี้ แต่ด้วยประสิทธิภาพ ที่เพิ่มขึ้น และความสามารถ ในด้านปกป้องปัญหาที่เข้ามานี้ คุณก็ต้องแลกมาด้วย เนื้อที่จัดเก็บข้อมูลที่อาจจะลดน้อยลงไป</p>
<p>ในการตั้งการทำงานของ RAID ระดับ 1 นี้ โปรแกรมจัดการการทำงาน จะสั่งให้ตัวควบคุมระบบ ทำการจัดเก็บข้อมูล สำรอง ข้ามไปตาม Drive ย่อย ๆ ภายในระบบ RAID ของคุณ (ภายใต้ Drive เสมือน 1 Drive จะประกอบไปด้วยตัวฮาร์ดดิสก์ย่อย ๆ หลายตัวทำงานร่วมกัน) ซึ่งเราอธิบายเพิ่มเติมได้ว่า ด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน มันจะถูกทำการบันทึกซ้ำ ไปตาม Drive ต่าง ๆ ภายในระบบของคุณและด้วยเหตุนี้นี่เอง เมื่อเกิดกรณี ข้อมูลใน Drive หนึ่ง ๆ สูญหาย คุณก็ยังพอมีทาง ที่จะกู้ข้อมูล ที่ทำการบันทึกซ้ำไว้ ที่ Drive อีกตัว กลับคืนมาได้ นอกจากนี้ ในการตั้งการทำงาน ของ RAID ระดับ 1 นี้ ยังสามารถกำหนดชุดของ Mirror set ให้มีมากกว่า 1 set ก็เป็นได้ อีกทั้ง แต่ละ Mirror set คุณยังสามารถ กำหนดขนาดความจุ ให้แตกต่างกันไปอีกด้วย</p>
<p>ในขณะที่ความสามารถ ในการอ่านข้อมูล ก็สามารถเพิ่มขึ้นได้ ด้วยการที่ระบบ การบันทึกข้อมูลซ้ำนี้ จะกระจายการบันทึกข้อมูล ไปตาม Drive ย่อย ๆ ภายในระบบ ซึ่งก็ทำให้ เมื่ิอมีการร้ิองขอข้อมูลมา จะช่วยลดปัญหา ความคับคั่ง ของการเขียนอ่านข้อมูล ที่อาจจะเกิดขึ้น หากมีการบันทึกข้อมูลนั้น ๆ รวมอยู่บน Drive เดียวกัน ซึ่งเราอธิบายเพิ่มเติมได้ ด้วยการมี 3 คำร้องขอ ที่เรียกเข้ามายังระับบ โดยที่ คำร้องที่ 1 จะถูกเรียกไปอ่านที่ block 0 คำร้องที่ 2 จะถูกเรียกอ่านที่ block 1 ในขณะที่คำร้องที่ 3 จะถูกเรียกอ่านที่ block 2 นั่นหมายความว่า แต่ละ block ก็เปรียบเสมือนเป็นฮารฺดดิสก์แต่ละตัว ที่ทำงานอยู่ภายใต้ระบบ RAID (ที่รวม ฮาร์ดดิสก์หลาย ๆ ตัวนี้ให้เป็น Drive หนึ่งเท่านั้น) มันจึงสามารถ อ่านข้อมูลได้อย่างอิสระต่อกัน ซึ่งช่วยลดภาระ และลดเวลาในการเข้าถึงข้อมูลได้เป็นอย่างดี</p>
<p><strong>ตัวอย่าง</strong><br />
Harddisk ขนาด 80 GB เชื่อมต่อกัน 2 ตัว จะได้ความจุเท่าเดิมคือ 80 GB แต่จะมีความเร็วในการอ่านข้อมูล และมีระบบป้องกันข้อมูลสูญหาย มีการ Mirror ตลอดเวลา<strong></strong></p>
<p>ข้อเสีย<br />
เขียนข้อมูลช้าลง เนื่องจากต้องทำการเขียนข้อมูลลงบน Harddisk 2 ตัวพร้อมๆกัน<strong><br />
</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>RAID 2</strong><br />
<strong>Raid ที่ระดับ 2 </strong></p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;">        ในระดับนี้ จะไม่พบมีการใช้งาน ในทางธุรกิจทั่วไปนัก แต่จุดเด่นของระดับนี้นั่นคือ จะมีความสามารถ ในการปกป้องข้อมูล ที่เหนือกว่าระดับอื่น ๆ ด้วยการสร้างระบบ Fault tolerance ภายใต้ชุดคำสั่ง Error Correction Code (ECC) ซึ่งเราจะพบการทำงานเช่นนี้ อยู่ในอุปกรณ์หน่วยความจำ ( เช่น RAM ชนิด ECC สำหรับเซิฟเวอร์ ) ทั้งนี้ ชุดคำสั่ง ECC จะสร้างตารางที่ประกอบไปด้วย สูตรตัวเลขเพื่อใช้ในการ จัดเก็บข้อมูล ลงบนแต่ละ block ภายใต้ Drive เสมือนซึ่งเรามักจะเรียกสูตรนี้ว่า Checksum โดยที่จะมีการเติมค่า Checksum นี้ต่อท้ายแต่ละชุดข้อมูล เพื่อทำการระบุตัวตน และช่วยในการรวบรวมข้อมูล เมื่อมีความต้องการอ่านเกิดขึ้น</span></p>
<p>เมื่อมีการ เรียกอ่านข้อมูลจาก Drive ระบบจะทำการประมวลผล ตัวเลขค่า Checksum นี้ ทำการเปรียบเทียบกับค่า ECC ที่ถูกตั้งสูตรเอาไว้ตามตาราง หากตัวเลขตรงกัน ชุดข้อมูลนั้นจะถุกอ่านขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ แต่หากตัวเลขไม่ต้องกัน ข้อมูลที่สูญหาย จะถูกคำนวณขึ้นมาใหม่ ด้วยการใช้ค่า checksum ที่อยู่ก่อนหน้า และถัดไป เป็นชุดอ้างอิง เพื่อทำการกู้ข้อมูลขึ้นมา</p>
<p><strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;">ข้อดี<br />
</span></strong><span style="font-family: MS Sans Serif,Tahoma,sans-serif; font-size: small;">ถ้าเกิดการปรากฏว่า harddisk ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย ระบบก็จะสามารถสร้างข้อมูลทั้งหมดใน harddisk ตัวนั้นขึ้นมาได้ใหม่</span><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;">ได้จากข้อมูล ECC ที่เก็บไว้ใน Harddisk ลูกอื่น</span></p>
<p><strong>ข้อเสีย<br />
</strong><span style="font-family: MS Sans Serif,Tahoma,sans-serif; font-size: small;">การ ทำ ECC นี้ส่งผลให้ harddisk ทั้งระบบต้องทำงานค่อนข้างมากทีเดียว และ RAID 2 นั้นจะเห็นได้ว่าต้องใช้ harddisk จำนวนมากในการเก็บค่า ECC ซึ่งทำให้ค่อนข้างสิ้นเปลือง<br />
จึงไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน</span><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><br />
</span></p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif;"><br />
<strong>RAID 3</strong></span><strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><br />
</span></strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>Raid ที่ระดับ 3 </strong></span></p>
<p>RAID ระดับนี้ เป็นการประยุกต์รูปแบบมาจาก RAID ระดับ 0 ซึ่งมีความสามารถ ด้านความจุและสามารถ ในการเขียนอ่านอย่างน่าทึ้ง แต่ก็ยังคงไว้ซึ่ง ความสามารถ ในด้านปกป้องความเสียหาย หรือ Fault Tolerance ไว้อีกด้วย โดยที่มันได้ใช้ประโยชน์จากเทคนิค จัดเก็บข้อมูล จาก RAID ระดับ 0 โดยจะทำการบันทึก แต่ละแถบข้อมูล ไปตาม Drive ย่อย ๆ ภายใต้ระบบ RAID แต่จะยกเว้นไว้ 1 Drive เอาไว้เพื่อจัดเก็บค่าข้อมูล ต่าง ๆ เอาไว้ เพื่อใช้ในการเรียกใช้ข้อมูลขึ้นมา ซึ่ง Drive ที่จัดเก็บค่าข้อมูลนี้ จะถูกแบ่งเป็นแถบข้อมูล เช่นเดียวกัน โดยค่าข้อมูลแต่ละแถบนี้ จะับันทึกค่าข้อมูล ในการจัดเก็บข้อมูลหลัก ที่กระจายไปตามแต่ละ Drive ซึ่งค่าที่จัดเก็บนี้ จะเป็นค่าของข้อมูลที่ว่า อ่านข้อมูลจากที่ใด หรือเป็นการเขียนข้อมูล ลงไปที่ใด ซึ่งด้วยวิธีนี้จะช่วยให้ ในกรณีที่ข้อมูล เกิดปัญหา หรือเกิดสูญหายไป จะยังสามารถ กู้ข้อมูลกลับ โดยใช้ค่าข้อมูล ที่เก็บเอาไว้ Drive พิเศษเป็นค่าอ้างอิง</p>
<p><strong>ข้อเสีย</strong><br />
Drive ที่เอาไว้เก็บข้อมูล Parity Bit นี้ มีโอกาสเสียหายได้ง่าย เนื่องจากต้องนำข้อมูล Parity ของ Harddisk ทุกตัวมาเขียนอยู่ในตัวเดียว ทำให้ Harddisk ตัวนี้ ทำงานหนัก</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif;"><br />
<strong>RAID 4</strong></span><strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><br />
</span></strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>Raid ที่ระดับ 4</strong></span></p>
<p>RAID 4 มีแนวคิด ที่คล้ายคลึงกับ RAID ระดับ 3 แต่จะเน้นความสำคัญ ไปที่ประสิทธิภาพ การทำงานของ application ที่ต่างกันไป ตัวอย่างเช่น โปรแกรม Database  ที่ต้องเกี่ยวข้องกับ ไฟล์ขนาดใหญ่ ที่มีความต่อเนื่องกัน และยังมีอีกความต่าง นั่นคือ ระดับความลึกของแถบข้อมูล ที่ RAID ระดับ 4 จะมีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งโดยปกติ ขนาดในระดับ 2 block ซึ่งจะช่วยให้ โปรแกรมจัดการ RAID สามารถทำงานร่วมกับ Harddisk แต่ละตัว ได้อย่างเป็นอิสระต่อกัน มากกว่า RAID ระดับ 3 ซึ่งจะช่วยให้ การจัดการเก็บข้อมูล และการเรียกอ่านข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ สามารถทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะตามมา จากการใช้งาน RAID ระดับ 4 นั้นก็คือ ปัญหาการติดขัดของข้อมูล ใน Drive ที่ใช้ในการจัดเก็บ ค่า parity เอาไว้ ซึ่งต้่องการหลักการทำงาน ที่ยุ่งยากกว่ากันมาก และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ RAID ระดับนี้ ไม่ได้รับความนิยมมากนัก</p>
<p><strong>ข้อเสีย</strong><br />
หาระบบ Raid Device มาใช้ยาก เนื่องจากต้องมีการคำนวณสูง ทำให้ตัว Raid Device ทำงานหนักมากเกินความจำเป็น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif;"><br />
<strong>RAID 5</strong></span><strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><br />
</span></strong><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong>Raid ที่ระดับ 5</strong></span><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><br />
</span><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><strong><br />
</strong>          ที่ระดับนี้ ถือเป็นระดับที่ใช้งานกันมากที่สุด โดยจะทำการ แก้ปัญหา การติดขัดในการเขียนข้อมูล ที่เกิดขึ้นใน RAID ระดับ 4 ด้วยการกระจาย แถบของค่าข้อมูล (parity) ไปตาม Drive ย่อย ๆ ต่าง ๆ ซึ่งด้วยวิธีนี้ จะช่วยบรรเทา การทำงานที่มุ่งไปที่ Drive ใด Drive หนึ่งเพียงตัวเดียว จึงช่วยเพิ่มความสามารถ ของระบบโดยรวม ได้มากยิ่งขึ้น โดยวิธี ที่ RAID ระดับนี้ช่วยลดปัญหา การติดขัดในการเขียนข้อมูล parity นั้น เป็นวิธีพื้นฐาน โดยแทนที่ จะยอมให้ เพียง Drive ตัวใดตัวหนึ่ง ทำการสันนิษฐาน ความเสี่ยงของปัญหาืที่อาจจะเกิดขึ้น ก็จัดการให้ทุก ๆ Drive ที่อยู่ภายในระบบ RAID ทำการสันนิษฐาน เพื่อทำการจัดเก็บค่าของข้อมูลกระจายไปตามแต่ละ Drive และด้วยวิธีง่าย ๆ นี้เอง ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ได้อย่างน่าทึ่ง</span></p>
<p>Raid 5 เป็นที่นิยมในการใช้งานในระบบใหญ่ๆ เป็นอย่างมาก และยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากมีความรวดเร็ว และปลอดภัย<br />
ซึ่ง Raid นี้ได้นำข้อดีของ Raid อื่นๆมารวมกันทั้งหมด</p>
<p><strong>หลักการทำงาน</strong><br />
เก็บ Parity ของ Drive ลงใน Drive อื่นๆ ที่ไม่ใช่ Drive เดียวกัน ทำให้เมื่อ Harddisk ตัวใดตัวนึงพัง ระบบยังคงทำงานต่อไปได้<br />
โดยระบบจะมีการเก็บข้อมูล Parity ดังนี้ เช่น<br />
<strong><br />
- Drive A เก็บ parity ไว้บน Drive C<br />
- Drive B เก็บ parity ไว้บน Drive A<br />
- Drive C เก็บ parity ไว้บน Drive B<br />
</strong><br />
<strong>ข้อดี</strong><br />
มีความเร็วในการอ่านสูง เนื่องจากใช้ Harddisk ถึง 3 ตัวในการทำงาน</p>
<p><strong>ข้อเสีย</strong><br />
อ่านข้อมูลได้ช้ากว่าการเชื่อมต่อรวมกันแบบ Raid 0 แต่เร็วกว่า Harddisk เพียงตัวเดียว รวมไปถึงขนาดรวมของ Raid 5 จะได้เท่ากับ Harddisk 2 ตัวเท่านั้น (ข้อมูลหายไป 1 ใน 3 ของ Harddisk ทั้งหมด)</p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;"><br />
<strong>RAID อื่นๆ</strong></span></p>
<p><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;">นอก จาก ระดับมาตรฐานทั้ง 5 ระดับข้างต้น ยังมีระดับย่อย ๆ ที่เกิดขึ้น ตามความต้องการ ที่แตกต่างกันออกไป จึงต้องมีการ ออกแบบระบบ RAID เพื่อตอบสนองความต้องการที่เกิดนี้ โดยมีตัวอย่างเช่น </span></p>
<ul>
<li><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;">RAID ระดับ 6 จะให้ความสำคัญกับความป้องกันความเสียหาย ในระดับสูงมาก ๆ </span></li>
<li><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;">RAID ระดับ 10 (หรือที่รู้จักกันในนามของ RAID ระดับ 0 &amp;1) จะพุ่งเป้าไปที่ความสามารถในด้าน I/O ที่มากขึ้น และการปกป้องความเสียหายของข้อมูล</span></li>
<li><span style="font-family: Microsoft Sans Serif,MS Sans Serif,sans-serif; font-size: small;">RAID ระดับ 53 จะเป็นการรวมกันของ RAID ระดับ 0 และ 3 เพื่อความสามารถในการเขียนและอ่านข้อมูลที่มากขึ้น</span></li>
</ul>
<p style="margin-top:20px; color:#444;">เข้าชม : 16868 ครั้ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.hostyim.com/blog/what-is-raid/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
